1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

ศูนย์อนุรักษ์พันธ์ุข้าวหอมไชยา

แหล่งเรียนรู้: ศูนย์อนุรักษ์พันธ์ุข้าวหอมไชยา

รายละเอียดหลักสูตร

ข้าวหอมไชยาเป็นชื่อพันธุ์ข้าวที่มีแหล่งปลูกในท้องทุ่งไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นข้าวพื้นเมืองที่มีมาแต่ดั้งเดิม มีหลักฐานอ้างอิงได้ว่าพันธ์ข้าวชื่อหอมไชยามีมานานแล้ว จากรายงานของสถานีข้าวควนกุฎ(ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ปัจจุบัน บันทึกว่า ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้ปลูกข้าวขยายพันธุ์และแปลงทดลอง โดยใช้ข้าวหอมไชยาในทั้ง ๒ แปลง ข้าวหอมไชยาเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงมาก่อนในท้องทุ่งไชยา ที่มีความอุดมสมบูรณ์มีน้ำท่าจากคลองไชยาไหลผ่าน ชาวบ้านเรียกติดปากว่าข้าวหอมไชยา มีการเล่าขานกันว่า “ เมื่อข้าวออกรวงมีกล่นหอมไปทั่วทุ่ง เวลาหุง หอมไปทั่วบ้าน”

จำนวนชั่วโมงเรียน
1.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

ศูนย์อนุรักษ์พันธ์ุข้าวหอมไชยา

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

ข้าวหอมไชยา เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ปลูกดั้งเดิมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในระหว่างปี 2562 - 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้เข้าไปอนุรักษ์ฟื้นฟูและส่งเสริมการปลูกข้าวหอมไชยาร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยาตำบลโมถ่าย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี และหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งในด้านการศึกษาภูมิปัญญา วัฒนธรรมข้าวหอมไชยา การแปรรูป การเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาทางด้านการตลาด
จาการศึกษาพบว่าข้าวหอมไชยา ไม่มีข้อมูลรับรองการขอขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าวหอมไชยา ตาม พรบ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 จึงร่วมศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี ผลักดันขึ้นทะเบียนข้าวหอมไชยาเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ตาม พรบ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
ช่วงสำคัญของวันพืชมงคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา นายเอกราช แก้วนางโอ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงและนายสันติภาพ ทองอุ่น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี ได้ประชุมร่วมกัน ในการผลักดันขึ้นทะเบียนข้าวหอมไชยาเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ตาม พรบ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยวางแผนงานเป้าหมายการดำเนินการ ในฤดูกาลของการปลูกข้าว ปี 2565
นายเอกราช แก้วนางโอ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง พูดถึงแผนงานในการดำเนินงานว่า หลังจากมาลงพื้นที่ในการดำเนินการแปลงสาธิต เมื่อ ปี 2561 และปีนั้นเกิดอุทกภัยน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตในแปลงสาธิตได้รับความเสียหาย ครั้น ใน ปี 2565 กลับมาอีกครั้งพบว่า กลุ่มเกษตรกรมีการพัฒนา ข้าวหอมพันธุ์ไชยาได้รับการพัฒนาคุณภาพ รวมถึงเกิดการพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา นอกจากนี้พบว่า สายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในภาคใต้หลายสายพันธุ์ ได้รับรองการขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าว แต่ข้าวหอมพันธุ์ไชยายังไม่มีการขึ้นทะเบียน ดังนั้น ในปี 2565 จะดำเนินการโดยใช้พื้นที่แปลงนา ศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา ตำบลโมถ่ายเป็นแปลงทดลองปลูก โดย นำกลุ่มตัวอย่างสายพันธุ์ข้าวหอมไชยาที่ปลูก ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ตำบลโมถ่าย ตำบลป่าเว ตำบลเลม็ดและตำบลทุ่ง มาปลูกในแปลงนาทดลอง หลังจากนั้นจะมีการเก็บข้อมูลลักษณะทางการเกษตร ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางกายภาพของเมล็ดและลักษณะทางเคมีของเมล็ด
ผมได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ใน ช่วง ปี 2563 และ ปี 2564 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีได้ มาส่งเสริมและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา รวมถึงการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์เป็นการบริหารความเสี่ยง เมื่อเกิดทุกทกภัย จะไม่ทำให้เมล็ดพันธุ์สูญหายหรือต้องเริ่มพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ทุกครั้ง เพราะเราได้มาพัฒนาสายพันธุ์โดยมีการคัดเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ มีคุณลักษณะทางการเกษตร ตรงตามปราชญ์ชาวบ้านและประสบการณ์ของเกษตรกร โดยการจัดการคัดเมล็ดพันธุ์ผ่านกระบวนการ Team ference Analysis ดังนั้นในการดำเนินการครั้งนี้ขอเพิ่มกลุ่มตัวอย่างสายพันธุ์ที่ข้าวหอมไชยาจากแปลงนาของศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา ด้วย และตาดว่าปลาย ปี 2565 จะได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมไชยา ที่ได้ทดลองนำมาศึกษาลักษณะใบธง ลักษณะรวง การยืดของคอรวง ความยาวรวง การแตกระแง้ ความสูง การติดเมล็ด ความแข็งของลำต้น รวมถึงวันที่ออกดอกเป็นการเก็บข้อมูลลักษณะทางการเกษตร และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้องใช้นักวิจัยชุมชน ส่วนลักษณะทางกายภาพของเมล็ดและลักษณะทางเคมีของเมล็ด จะได้เป็นหน้าที่ของศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง หลังจากนั้น ใน ปี 2566 จะได้ ดำเนินการขอรับรองขึ้นทะเบียนข้าวหอมไชยาเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ตาม พรบ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ต่อไป
จากนั้นได้หารือกับนายเอกราช แก้วนางโอ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงและนายสันติภาพ ทองอุ่น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี ถึงองค์ความรู้ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้รับความรู้ว่าหากนำเมล็ดพันธุ์ไปซีลในถึงสุญญากาศ และเก็บในตู้เย็นที่ระดับความเย็น – 15 ถึง - 20 องศาเซลเซียส

วัฒนธรรมข้าวกับพระพุทธศาสนาประเทศไทยมีลักษณะของผู้คนที่อยู่อย่างกระจายไม่หนาแน่น ดังนั้น ลักษณะของความเชื่อที่พบในสังคมไทยจะไม่ได้มีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในแง่ที่ว่าแต่ละภูมิภาคก็มีระบบความเชื่อของตัวเอง ภาคใต้ มีวิธีการกำจัดหรือแก้ปัญหาเรื่องการทำนาของตัวเองแบบหนึ่ง ทางอีสานก็อีกแบบหนึ่ง ผู้ที่ปกครองบ้านเมืองจะทำอย่างไร จึงจะรวมหรือสร้างบูรณาการให้ผู้คนที่เต็มไปด้วยชนเผ่าต่างๆ ที่หลากหลายนี้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ก็จำเป็นต้องมีระบบความเชื่อที่มีอิทธิฤทธิ์ มีประสิทธิภาพที่สามารถจะเอาชนะหรือสร้างความเคารพยอมรับจากชนเผ่าต่าง ๆ ได้ เมื่อสังคมพัฒนาเป็นบ้านเป็นเมือง จนกระทั่งทุกวันนี้ลักษณะของพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวก็เป็นเรื่องที่ผสมผสานระหว่างพิธี ทั้งพุทธซึ่งมีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวด ทำบุญทำทาน และก็มีพิธีพราหมณ์ ซึ่งเอาข้าวเข้ามาเพื่อสร้างความอลังการ ความศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเชื่อถือให้กับราชสำนัก และพิธีกรรมอันนี้เองที่ส่งผลอิทธิพล และสะท้อนกลับไปยังความเชื่อของชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง จะเห็นว่าพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวในปัจจุบันนี้ จะเป็นเรื่องราวความเชื่อที่ค่อนข้างผสมผสานกันระหว่างความเชื่อในเรื่องของผี ความเชื่อท้องถิ่น ความเชื่อในเรื่องพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูด้วย

พิธีกรรมอันเนื่องด้วยข้าว ของคนไทย แบ่งตามขั้นตอนกระบวนการผลิตได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้
1). พิธีกรรมก่อนการปลูก
2). พิธีกรรมในช่วงเพาะปลูก
3). พิธีกรรมเพื่อการเก็บเกี่ยว-ฉลองผลผลิต
1). พิธีกรรมก่อนการปลูก
พิธีกรรมก่อนการเพาะปลูก เป็นพิธีเพื่อบวงสรวง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบอกกล่าว อ้อนวอน ขอร้อง ขออนุญาต หรือเสี่ยงทาย อันสะท้อนให้เห็นความคิด ความเชื่อเรื่องผี และอำนาจลึกลับ ที่สืบทอดมาแต่โบราณ ตลอดจนความคิด ความเชื่อทางพุทธศาสนา และ ศาสนาพราหมณ์ในสังคมไทย พระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งกระทำในเดือน 6 เป็นพระราชพิธีที่แสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงส่งเสริมสนับสนุนราษฎร ในการทำเกษตรกรรม เป็นการบำรุงขวัญเสริมสร้างกำลังใจแก่ราษฎร พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ที่มีลักษณะ เป็นการเสี่ยงทายปีนั้นๆ น้ำจะมากหรือน้อย ข้าวปลาอาหารจะบริบูรณ์หรือไม่ เปิดโอกาสให้ราษฎร ได้เก็บข้าวที่พระยาแรกนาหว่านแทนพระมหากษัตริย์ แล้วนำไปเป็นข้าวขวัญเป็นสิริมงคลแก่ไร่นา ส่วนพระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีขึ้น เพื่อให้พระสงฆ์สวดเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร ในส่วนของชุมชน ส่วนใหญ่จะมีพิธีบุญกลางบ้านหรือสวดกลางบ้าน : เป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนา จัดขึ้นในราวปลายเดือน 5 จนถึงเดือน 7 (เมษายน ถึง มิถุนายน) ก่อนลงมือปรับดินเพื่อทำนา ชาวนาในท้องถิ่นต่างๆ จะจัดงานทำบุญกลางบ้าน โดยชาวบ้านจะร่วมกันจัดอาหารคาวหวานถวายพระสงฆ์บริเวณกลางหมู่บ้าน โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่าเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่พระภูมิเจ้าที่ ช่วยให้การทำมาหากินได้ผลดี มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบัน ประเพณีนี้กำลังจะสูญหายมีการสืบทอดน้อยลงไป
2). พิธีกรรมในช่วงเพาะปลูก
พิธีกรรมในช่วงนี้ เป็นพิธีที่จัดทำขึ้นเพื่อขอร้อง อ้อนวอนให้ผีหรือเทพช่วยดูแลข้าวที่ปลูก ให้เจริญงอกงามได้ผลดี ปลอดภัยจากสัตว์ ประเภทนก หนู และแมลงต่างๆ และขอขมาควายที่ได้เฆี่ยนตีในตอนไถนา หลังจากน้ำเข้านาแล้วก็มี พิธีแรกนา บางท้องที่ในภาคใต้มี พิธีสวดทุ่งสวดนา โดยนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดที่กลางทุ่งนา เพื่อขับไล่เสนียดจัญไร และเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ มีการอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาคุ้มครองต้นข้าว หลังจากหว่านหรือดำนาเสร็จในสมัยก่อนมี พิธีทำขวัญควาย เป็นการขอขมา และแสดงความปรารถนาดีต่อควายด้วย ปัจจุบันพิธีนี้เหลือน้อยลง เพราะหลายแห่งใช้เครื่องจักร ในการไถนาแทนควาย ช่วงเพาะปลูกนี้เป็นช่วงที่ต้องดูแลรักษา ให้ต้นข้าวงอกงามเจริญเติบโต
3). พิธีกรรมเพื่อการเก็บเกี่ยว-ฉลองผลผลิต
พิธีกรรมในช่วงนี้ เริ่มตั้งแต่เมื่อข้าวสุกได้เวลาเก็บเกี่ยว จนกระทั่งนวด เสร็จแล้วนำข้าวขึ้นยุ้ง และนำไปปรุงเป็นอาหาร หรือตักขาย เมื่อข้าวสุกได้เวลาเก็บเกี่ยวก็จะมี พิธีแรกเกี่ยว เป็นการบวงสรวง และขอขมาแม่โพสพก่อนการเกี่ยวข้าว เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว มีพิธีก่อนการนวดข้าว คือ พิธีแรกนวด เป็นพิธีทำขวัญข้าว เชิญแม่โพสพจากท้องนาให้เข้าสู่ลาน เมื่อนวดเสร็จแล้ว ก่อนนำข้าวเข้าเก็บในยุ้งฉางมี พิธีทำขวัญข้าว อีกครั้งหนึ่ง เป็นการขอขมาที่มีการนวดข้าว ด้วยการฟาดข้าว หรือใช้วัวควายเหยียบ กล่าวอัญเชิญแม่โพสพให้มารับเครื่องสังเวย และมาอยู่ที่ยุ้งฉาง หลังจากนั้นมี พิธีปิดยุ้ง ขอแม่โพสพบันดาลให้ข้าวมีมากมาย กินไม่รู้จักหมด หลังจากนั้นมีการ ทานข้าวใหม่ นำข้าวใหม่มานึ่งหรือหุงถวายพระ เมื่อจะนำข้าวออกขายมี พิธีเปิดยุ้ง เป็นการขอขมาแม่โพสพ และขออนุญาตตักข้าวขาย ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า คนไทยประกอบพิธีอันเนื่องด้วยข้าวเป็นระยะๆ ในช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนการปลูกข้าว จนกระทั่งได้ผลผลิตมาเป็นอาหาร และนำออกขาย พิธีกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็น แนวความคิดความเชื่อที่สืบทอดมาแต่โบราณ ได้แก่ ความเชื่อเรื่องผี และขวัญ

พิธีทำขวัญข้าว หรือรับขวัญข้าว ทำตามความเชื่อ และความศรัทธาที่มีต่อพระแม่โพสพ เพื่อขอบคุณพระแม่โพสพ ที่ดูแลให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนนา เชื่อกันว่าเมื่อทำพิธีนี้แล้ว พระแม่โพสพจะช่วยคุ้มครองข้าวในนาให้มีผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเป็นการสร้างขวัญกําลังใจในการทำนาครั้งต่อไป เมืองไชยา อดีตเคยเป็นแหล่งปลูกข้าวที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จึงมีขวัญประจำเมืองไชยา ว่า “อันเมืองไชยา ใครไปใครมา ข้าวปลาไม่อด อารี อารอบ ไม่ชอบ ถือยศ เป็นที่ปรากฏ แต่ไหน แต่ไร มา”
พิธีทำขวัญข้าว เป็นบทร้องประกอบพิธีทำขวัญข้าวของชาวนา ในแต่ละท้องถิ่นเรียกแตกต่างกันไปทางภาคเหนือ เรียกว่า คำสู่ขวัญข้าว ภาคกลางและภาคใต้เรียกว่า บททำขวัญข้าว ชาวนาในแต่ละภาคประกอบพิธีทำขวัญข้าวไม่พร้อมกัน แต่ที่พบว่ามีลักษณะคล้ายกันคือ การทำขวัญข้าวตอนข้าวตั้งท้อง และการทำขวัญข้าวตอนขนข้าวขึ้นยุ้งแล้ว
บททำขวัญข้าวมีทั้งลักษณะที่คล้ายกันและแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ส่วนที่คล้ายคลึงกันก็คือ ส่วนที่กล่าวเชิญขวัญหรือเรียกขวัญ ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เรียกขวัญแม่โพสพ และอีกส่วนหนึ่งคือ ส่วนที่เป็นการขอพรหรือการขอร้องแม่โพสพ ส่วนนี้เป็นส่วนที่แสดงถึงความปรารถนาของชาวนาที่ต้องการให้ขวัญข้าวหรือแม่โพสพ ดลบันดาลในสิ่งที่เขาต้องการ ส่วนเนื้อหาที่แตกต่างกันไปบ้างในแต่ละท้องถิ่น น่าจะเป็นสิ่งที่มีเฉพาะในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ชื่อพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีประจำถิ่น หรือตำนานเกี่ยวกับข้าวหรือแม่โพสพที่เป็นเรื่องเล่าที่รับรู้กันในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นต้น
บททำขวัญข้าว มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยที่มีอาชีพเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน แสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อม ความเคารพนบน้อมข้าวในฐานะที่เป็นผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญในการเป็นบันทึกความรู้หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน 4 ประการ คือ เป็นบันทึกความรู้ชื่อพันธุ์ข้าวในแต่ละถิ่นเป็นบันทึกความรู้ด้านการประกอบพิธีทำขวัญข้าว เป็นบันทึกความเชื่อของชาวนา และเป็นบันทึกแสดงขั้นตอนต่างๆ ของการทำนานอกจากนี้ บททำขวัญข้าวยังเป็นส่วนหนึ่งของพิธีทำขวัญข้าว ที่เป็นกลไกอย่างหนึ่งของสังคมในการช่วยลดหรือบรรเทาความเครียดให้กับชาวนา เนื่องมาจากการทำนาในแต่ละครั้ง ต้องลงทุนลงแรงจำนวนมาก ชาวนาจึงเกิดความไม่มั่นใจและรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจว่า การทำนาในครั้งนั้นๆ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ พวกเขาจึงต้องอาศัยการทำขวัญข้าวเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับตนเอง ดังนั้น บททำขวัญข้าวหลายๆ บท จึงแสดงให้เห็นความคิดและความคาดหวังของชาวนา ดังที่ปรากฏในส่วนเนื้อหาที่เป็นการขอร้องหรือขอพรจากแม่โพสพ ที่ล้วนแต่มีเนื้อหาที่ต้องการให้ได้ผลผลิตจำนวนมากในการทำนาแต่ละครั้ง
ปัจจุบัน การทำขวัญข้าวค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคมชาวนาไทย ชาวนาในภูมิภาคต่างๆ ประกอบพิธีทำขวัญข้าวน้อยลง เพราะชาวนาต้องเร่งรีบทำนาให้ได้ 3 ครั้งต่อปี จึงไม่มีเวลาประกอบพิธีทำขวัญข้าว เมื่อไม่มีการประกอบพิธีกรรม ย่อมหมายถึงการเลือนหายไปของบททำขวัญข้าวด้วย เพราะไม่มีผู้สนใจเรียนรู้และสืบทอดบททำขวัญข้าวศูนย์ส่ง เล็งเห็นความสำคัญของพิธีทำขวัญข้าว จึงได้มีการฟื้นฟู อนุรักษ์ สาธิต รวมทั้งจัดพิธีทำขวัญขึ้นในโอกาสต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นให้บททำขวัญข้าวได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งแม้ว่าชาวนาไทยจะประกอบพิธีทำขวัญข้าวน้อยลง นายพูนศักดิ์ สาระคง อายุ79 ปี อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 126 ม. 2 บ้านกลาง ตำบลโมถ่าย อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าว่า ตนเองเล่าเรียนการทำขวัญข้าวจาก พระครูไพโรจน์ธีราจารย์ วัดเดิมเจ้า ตำบลป่าเว การทำขวัญข้าวเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวนาในสมัยก่อนยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดในอำเภอ ไชยา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานีและของภาคใต้ ชาวนาได้สืบต่อประเพณีนี้มาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะมี่ความเชื่อว่าข้างมีเทพเจ้า คือ แม่โพสพ ในการทำขวัญข้าว ทำได้ 2 แบบ คือ ทำในนา และทำในยุ้งข้าว การทำขวัญข้าวในนาเมื่อข้าวเริ่มสุก ชาวบ้านเรียกว่า "ผูกข้าว" เครื่องประกอบพิธีจะต้องเป็นเครื่องยา 30 สิ่ง แต่ปัจจุบัน มีเพียง 3 สิ่งคือ ชุมเห็ด พรมคด และไม้กำ เครื่องประกอบพิธีอื่นๆ มีการรวบข้าว 9 กอ เข้าด้วยกัน แล้วหมอทำขวัญข้าว กล่าวคำทำขวัญจนจบ ใช้ด้ายมงคล และ ย่านลิเพาผูกกอข้าวไว้ ตั้งบายสีซึ่งทำ เป็นชั้น ๆ ด้วยใบเตยซึ่งใส่ขนม และอาหารต่างๆ หลังจากกล่าวคำทำขวัญจบ จึงยกเครื่องบายสีลง การทำขวัญข้าวในยุ้งข้าว หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวมาเรียงตั้งเป็นลอมไว้เรียบร้อยแล้ว ก็จะขึ้นไปทำขวัญข้าวบนลอม โดยใช้เครื่องพิธีเหมือนกับทำในนา แต่มีการเพิ่มผลไม้เข้าไปด้วย การทำบนลอมจะเลือกข้าวเมล็ดดี 3 เลียง มาวางอิงกันผูกด้วยด้ายมงคล ตั้งบายสีบนข้าว 3 เลียงนั้น มีกระสอบหิน 1 ก้อน เหล็ก 1 อัน ตั้งวางลงบนลอมข้าว หมอทำขวัญจะเริ่มด้วยตั้งนะโม 3 ครั้ง ต่อด้วยบทชุมนุมเทวดา บทเชิญขวัญ เมื่อบทเชิญขวัญจบลง หมอทำขวัญจะนำ เข้าหัวขวัญใส่กระสอบ ขณะใส่บริกรรมคาถาไปด้วย ต่อจากนั้นนำรวงข้าว 3 รวง จาก 3 เลียง มาตั้งบนหินแล้วใช้เหล็กกด พร้อมกับบริกรรมคาถา "ปังหรัง" เพื่อมิให้แม่โพสพหลีกเร้นออกไปได้ ต่อจากนั้นนำอาหารและถ้วยน้ำตั้งในกระสอบ เป็นอันเสร็จพิธี
บทการทำขวัญข้าว
บททำขวัญข้าว เป็นการร้องหรือสวดมีทั้งที่เป็นภาษา บาลีคล้ายบทสวดมนต์และส่วนที่เป็นภาษาไทยแต่ร้องเป็น ทำนองเสนาะ มีการเอื้อนเสียงหนักเบา มีความกังวานไพเราะ บททำขวัญข้าวของหมอทำขวัญข้าวแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แล้วแต่ว่ามาจากตำราใด ประกอบด้วยเนื้อหา คือ ส่วนแรกจะเป็นการกล่าวชุมนุมเทวดาและ เทพต่างๆ (ซึ่งเป็นปกติในพิธีกรรมของไทย จะกล่าวเชิญเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาร่วมเป็นสักขีพยาน และมาร่วมเพื่อความเป็นสิริ มงคล) ต่อมาเป็นการกล่าวเชิญขวัญ เรียกแม่โพสพ ให้มาอยู่ในพิธีเพื่อมาเสวยเครื่องเซ่นต่างๆ ที่จัดให้มีการกล่าว สัมพันธ์กับตำนานที่แม่โพสพไปจากโลกมนุษย์ร่วมด้วย ส่วนนี้จะ เป็นส่วนที่เรียกขวัญแม่โพสพ สุดท้ายคือการขอให้แม่โพสพมาดูแลเมล็ด พันธ์ข้าว ซึ่งมีการกล่าวถึงข้าวพันธ์ต่าง ๆ และขอให้ดลบันดาลให้ ข้าวอุดมสมบูรณ์ หลังจากบทสวดทำขวัญข้าวเสร็จ หมอทำขวัญข้าวได้ สวดให้พรแม่โพสพเป็นภาษาบาลีอีกหนึ่งบทด้วย

ชุมนุมเทวดา (ถ้าจะสวดเจ็ดตำนานใช้)
สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ
ผะริต๎วานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ
(ถ้าจะใช้สิบสองตำนานใช้)
สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทัง

(ต่อจากนี้ใช้เหมือนกันทั้ง 7 ตำนาน และ 12 ตำนาน)
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม
ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม
ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ ฯ
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกะโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ฯ
ชุมนุมเทวดา แปล
(ถ้าจะสวดเจ็ดตำนานใช้)
สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ
ผะริต๎วานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ
-ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้มีเมตตา จงแผ่ไมตรีจิต ด้วยคิดว่า
ขออานุภาพพระปริตร จงรักษาพระราชาผู้เป็นเจ้าแห่งนรชน
พร้อมด้วยราชสมบัติ พร้อมด้วยราชวงค์ พร้อมด้วยเสนามาตย์
แล้วอย่ามีจิตฟุ้งซ่าน ตั้งใจสวดพระปริตร
(ถ้าจะใช้สิบสองตำนานใช้)
สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา -เทพยดาในรอบจักรวาลทั้งหลายจงมาประชุมกันในสถานที่นี้
สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทัง -จงฟังซึ่งสัทธรรม อันให้สวรรค์และนิพพาน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งมุนี
(ต่อจากนี้ใช้เหมือนกันทั้ง 7 ตำนาน และ 12 ตำนาน)
สัคเค -ข้าพเจ้าขออัญเชิญฝูงเทพยดา ซึ่งสิงสถิตอยู่ในฉกามาพจรสวรรค์
กาเม - อยู่ในกามภพ
จะ รูเป -อยู่ในรูปภพ คือ โสฬสมหาพรหม
คิริสิขะระตะเฏ -อีกทั้งเทพยเจ้าซึ่งสิงสถิตอยู่ในภูผาห้วยเหว และคูหายอดคีรี
จันตะลิกเข วิมาเน -อยู่ในอากาศวิมานมาศมณเฑียรทอง
ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม -สิงสถิตอยู่ในเกาะแก้วเมืองหลวง และพระนครใหญ่น้อย
ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต -สิงสถิตอยู่ในเคหะสถานบ้านน้อยและเมืองใหญ่ทั่วทุกชนบท
ภุมมา -ซึ่งสิงสถิตปรากฎในโรงศาลพระภูมิเจ้าที่
จายันตุ เทวา -ข้าพเจ้าขออัญเชิญให้เร่งรีบเข้ามาในเวลาวันนี้ ให้พร้อมกัน

ชะละถะละวิสะเม -อีกทั้งเทพยเจ้า ซึ่งสิงสถิตอยู่ในห้วยหนองคลองบึง
บางแม่น้ำใหญ่ ไพรพฤกษาทุกหย่อมหญ้าลดาวัลย์ ที่เสมอกันก็ดี ที่ไม่เสมอกันก็ดี
ยักขะคันธัพพะนาคา -ใช่แต่เท่านั้นเมื่อไร มีอีกทั้งยักษาคนธรรพ์ ครุฑ นาคา
ติฏฐันตา -อีกทั้งเทพยเจ้าซึ่งสิงสถิตอยู่ในสถานใดๆ
สันติเก ยัง มุนิวะระจะนัง -ข้าพเจ้าขออัญเชิญเข้ามายังสำนักแห่งนักปราชญ์ อาจสำแดงธรรม
สาธะโว เม สุณันตุ ฯ -ดูก่อนสัปบุรุษพุทธบริษัททั้งหลายเอ๋ย ถึงเวลาฤกษ์งามยามดี
ธัมมัสสะวะนะกาโล -ข้าพเจ้าขออัญเชิญให้เข้ามาสดับตรับฟังพระธรรมพร้อมกัน
อะยัมภะทันตา -ดูก่อนท่านผู้ประเสริฐยอดยิ่งกว่ามนุษย์และเทวดา
ข้าพเจ้าขออัญเชิญมามั่วสุมประชุมให้พร้อมเพรียงกันในสถานที่นี้เถิด
ธัมมัสสะวะนะกาโล -ข้าพเจ้าขออัญเชิญให้เข้ามาสดับตรับฟังพระธรรมพร้อมกัน
อะยัมภะทันตา -ดูก่อนท่านผู้ประเสริฐยอดยิ่งกว่ามนุษย์และเทวดา
ข้าพเจ้าขออัญเชิญมามั่วสุมประชุมให้พร้อมเพรียงกันในสถานที่นี้เถิด
ธัมมัสสะวะนะกาโล -ข้าพเจ้าขออัญเชิญให้เข้ามาสดับตรับฟังพระธรรมพร้อมกัน
อะยัมภะทันตา -ดูก่อนท่านผู้ประเสริฐยอดยิ่งกว่ามนุษย์และเทวดา
ข้าพเจ้าขออัญเชิญมามั่วสุมประชุมให้พร้อมเพรียงกันในสถานที่นี้เถิด

บทเชิญขวัญแม่โพสพ โบราณาจารย์ท่านว่าไว้ดังนี้
ศรี ศรี วันนี้เป็นวันเลิศลม ข้าขอเชิญขวัญแม่พระโพสพ ในนา จะเข้ามาอยู่ในยุ้งฉางวันนี้ ขวัญแม่อย่าหนีตื่นตกใจ เมื่อลมพัดสะบัดใบไม้ร่วงหล่น ขวัญแม่อย่าได้หนีจรดลเที่ยวหนี อย่าได้หลงกินนรีร่ายรำ ขวัญแม่อย่าได้ถลำในไพรพฤกษ์ แม้สัญจรอยู่ในห้วงลึกก็กลับมา ขวัญแม่อย่าได้หลงชมสิงสาราสัตว์ แม้ถูกเขี้ยวตระหวัดอย่าตกใจ แม้จะถูกไถคราด ถูกฟัดฟาดลงกลางดิน ถูกขบกินเป็นอาหารมวลมนุษย์ ขวัญแม่อย่าได้รุดหน่ายหนี จงอยู่เป็นศรีในยุ้งฉาง ขอเชิญแม่นางชมบายศรี ซึ่งมากมีทั้งคาวหวานสารพัด เจ้าของได้จัดมาสังเวยบวงสรวง ขอให้ลาภทั้งปวงเกษมสันต์ มีเงินทองอนันต์ยิ่งนัก มีความรักมั่นคงสถาพร พ้นจากความเดือดร้อนทั้งปวง ไม่มีอุปสรรคมาขัดขวางทางเดิน ขอให้มีแต่สรรเสริฐลาภยศ มีลูกปรากฏเกียรติขจร มีหมอนหนุนอุ่นใจไม่หน่ายหนี ทั้งพาชีโคกระบือมากมาย มีข้าทาสหญิงชายไว้ใช้สอย มีข้าวร้อยเกวียนเต็มยุ้งฉาง เป็นขุนนางปรากฏปรากฏยศลือชา มีลูกยาเสียแต่วันนี้ ท่านจะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ขอให้มีเมียสวยรวยทรัพย์ อย่าได้ยกอับหม่นหมองมีแก้วแหวนเงินทองเอนกอนันต์ มีสุขสันต์ทุกวันคืนด้วยเดชแห่งพระแม่โพสพ เป็นที่เคารพของปวงประชาได้อาศัยเลี้ยงชีวาไม่หิวโหย ได้กอบโกยซึ่งเงินทอง สิ่งใดที่คะนองทำล่วงเกิน เหมือนย่ำโดยบังเอิญไม่เจตนา ขอให้แม่โพสพอย่าได้โกรธหน้าบึ้ง ขอให้เป็นที่พึ่งของมวลมนุษย์สืบไปเทอญ ลั่นฆ้อง 3 ที โห่ร้องเอาชัย

 วัฒนธรรมเกี่ยวกับแม่โพสพ
เกษตรกรไทยหรือชาวนาไทยเชื่อว่าในต้นข้าวมีเทวดาคุ้มครองและรู้จักทั่วไปคือ “แม่โพสพ” สถิตอยู่มีภารกิจคือ ทำนุบำรุงรักษาต้นข้าวให้ออกรวง แข็งแรง ได้เมล็ดข้าวมาก ๆ เพื่อใช้เป็นอาหาร แม่โพสพจึงมีบุญคุณต่อมนุษย์ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้นิยามคำว่า “แม่โพสพ” ไว้ว่า เทพธิดาประจำข้าวหรือเจ้าแม่แห่งข้าว ชนชาติไทยมีคติความเชื่อว่ามีเทวดาเกี่ยวกับการเพาะปลูกพืชพรรณ ธัญญาหารคนไทยภาคกลางและภาคใต้ เรียกชื่อเทวดานี่ ว่า “แม่โพสพ” และถือว่าเป็นผู้ที่คุ้มครองดูแลต้นข้าวให้ เจริญงอกงามให้ผลิตผลอันอุดม แม่โพสพจึงเป็นเทพธิดาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของชีวิต ถ้าชาวนาทำพิธีกราบไหว้บูชาแม่โพสพตามประเพณีแล้ว จะทำให้ร่ำรวยอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อเริ่มทำนา จนกระทั่งถึงเวลาเก็บเกี่ยวและนำข้าวใส่ยุ้งฉาง ชาวนาจะต้องทำพิธีเซ่นบูชาแม่โพสพทุกระยะ
(เสฐียรโกเศศ. 2492)
 ตำนานแม่โพสพของภาคใต้
แม่โพสพและพ่อโพสี บางตำนานเล่าว่า แม่โพสพเป็นเทวีแห่งข้าว มีภาหะเป็นปลากรายทองและปลาสำเภา ในวันหนึ่งที่เมืองไพสาลีกลางสโมสรสันนิบาตมนุษย์ได้ปรึกษากันว่าระหว่างพระพุทธเจ้าและแม่โพสพใครมีคุณมากกว่ากันที่ประชุมต่างกราบทูลว่าคุณของพระพุทธเจ้าใหญ่กว่าแม่โพสพ และพระเพชรฉลูกรรณได้ฟังดังนั้น ก็ข้องใจว่ารักษามนุษย์อยู่ มนุษย์ไม่เห็นความดีจึงทรงปลากรายหนีไปยังป่าหิมพานต์เขาคชกูฏ เมื่อแม่โพสพจากไปก็เกิดความอดอยากให้ขึ้นในโลกมนุษย์ ทำไร่ไถนาไม่มีข้าวมีแต่แกลบมนุษย์จึงชวนกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้พระมาตุลีไปเชิญนางกลับ พระนางตุลีตามไปถึงเขาทบกันก็ไปไม่ได้ จึงใช้ให้ปลาสลาดไปตามต่อจนพบ ปลาสลาดได้อ้อนวอนขอให้นางกลับคืนโลก นางตอบว่า “อยู่ที่นี่เราสบาย ถ้าจะไปใจแม่หายเพราะเขาไม่รู้บุญคุณ แม่จะให้แต่เมล็ดข้าวไปดูแลฝูงคน เมื่อเก็บนึกถึงเรา เราจะไปปีละหน ตรวจดูผู้คน เก็บเกี่ยวแล้วให้ทำขวัญ” นางได้มอบเมล็ดข้าว 7 เมล็ด (บ้างก็ว่า 9 เมล็ด) ไปทำพันธุ์ พระเพชรฉลูกรรณให้แม่เหล็ก 1 อันสำหรับตั้งพร้า นางยังสั่งด้วยว่ามนุษย์ทำไร่ไถนา เมื่อข้าวใกล้สุกก็ให้จัดพิธีทำขวัญให้แต่งด้วยขวัญข้าว และด้วยที่ปลาสลาดเป็นผู้บอกทางที่นางซ่อนแก่พระมาตุลี นางจึงสั่งนำปลาสลาดมาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยด้วย ปลาสลาดก็ลากลับมาเล่าให้พระมาตุลีฟังตามคำแม่โพสพ พระมาตุลีรับเมล็ดข้าวแล้วเหาะกลับ ในระหว่างทางพระมาตุลีจึงหยุดพักอาบน้ำนกกระจาบได้แอบลักเมล็ดข้าวสองเมล็ดบินหนี ข้าวสองเมล็ดได้ตกลงมายังโลกมนุษย์กลายเป็นข้าวผี พระมาตุลีนำเมล็ดข้าวพันธุ์ข้าวถวายพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าจึงเรียกมนุษย์มาพร้อมกัน ทรงอธิบายให้มนุษย์ฟัง และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่มนุษย์ ตั้งแต่นั้นมาเมื่อข้าวใกล้สุกมนุษย์จะทำขวัญเชิญแม่โพสพเป็นประจำทุกปี
ซึ่งเรื่องราวนี้คล้ายกับคำกล่าวผูกขวัญทางภาคใต้ ว่า
“พระมาตุลีกับพระภูมี พระเพดสนูกรรม์ รับสั่งทรงธรรม์ ชวนกันคลาไคลไปหาปลากราย ยังองศาใต้ หรือว่าอย่างไร กับท่านปลาสลาด เป็นสหายหทัย ท่านรับสั่งไป ถึงพระมารดา มาตุลีสั่งแล้ว ชวนกันแคล้วคลา ยังแต่ฝูงปลา ปรึกษากันไป ว่าจะทำอย่างไร สหายทรงธรรม์ จะไปสองคนก็เปลี่ยวเสี่ยวสัน เพราะหนทางนั้น ลำบากเหลือใจ เราชวนฝูงปลา พาไปให้มาก ปลาน้อยปลาใหญ่ ล่องลอยวารี ไปกันมากมี แต่ล้วนมัจฉา ปลาใหญ่ปลาน้อย ล่องลอยคงคา รับพระมารดา กลับมาคืนเมือง สุดแสนเวทนาเดินทางมรคา ใครจะมาเหมือน ยังมีภูเขา ขวางอยู่เจ็ดแห่ง ยังมีแม่น้ำขวางอยู่เจ็ดแถว หัวใจแคล้วๆ มากกลางทะเล บัดเดี๋ยวมาใกล้ เขาแก้วมณี ที่พระชนนี เข้าอยู่อาศัย ”
ปัจจุบันการบูชาพระแม่โพสพได้สร่างซาลงไป เกษตรกร รุ่นใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญ
(แหล่งอ้างอิง : กรมวิชาการเกษตร. 2541. ข้าวกับฅนไทย. สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร. หน้า 93-99)
แม่โพสพ...เทพธิดาแห่งข้าว
คนไทยเชื่อว่าข้าวเป็นสิ่งที่มีบุญคุณ มีจิตวิญญาณ มีเทพธิดาชื่อว่า “แม่โพสพ” ประจำอยู่ในต้นข้าว แม่โพสพเป็นผู้คอยดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม และข้าวคือเนื้อของแม่โพสพ มนุษย์ดำรงชีวิตได้ด้วยการกินเนื้อของแม่โพสพ ดังนั้นมนุษย์จึงควรบูชาแม่โพสพซึ่งเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเลี้ยงดูโลก ถ้าผู้ใดทำพิธีตามคติความเชื่อและบูชากราบไหว้แม่โพสพแล้ว แม่โพสพก็จะไม่หนีหายไป แต่จะทำให้ผู้นั้นทำนาข้าวได้อุดมสมบูรณ์ และร่ำรวย คนโบราณของไทยจึงยกมือขึ้นไหว้หลังจากทานข้าวอิ่มเพื่อขอบคุณแม่โพสพ และมีคำสั่งสอนว่ากินข้าวให้หมด ไม่เช่นนั้นแม่โพสพจะเสียใจ ด้วยเหตุนี้เองเมื่อแรกจะทำนาและตลอดฤดูถึงการเก็บเกี่ยว จึงมีการประกอบพิธีเซ่นไหว้แม่โพสพเป็นระยะ ๆ ไป

สภาพโดยทั่วไปและบริบทการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรในพื้นที่อาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ข้าวหอมไชยาเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่อยู่เคียงคู่กับชาวอำเภอไชยามานานนับร้อยปี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ เมล็ดป้อมสั้น มีความเหนียว หอม นุ่ม และอร่อยซึ่งไม่เหมือนข้าวสายพันธุ์ชนิดอื่น ปัจจุบันข้าวหอมไชยากาลังจะเริ่มสูญหายไป ด้วยเหตุผลคือ ระยะเวลาในการปลูกจะยาวนานกว่าการปลูกข้าวสายพันธุ์อื่นๆ และที่สำคัญผลตอบแทนที่ได้น้อย ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกร ส่วนใหญ่ไม่นิยม ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 300 - 500 กิโลกรัมต่อไร่ สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทาให้ผลผลิตต่อไร่ต่าในปัจจุบันเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีการสะสมของอินทรียวัตถุเหมือนช่วงมีน้าหลากหรือน้าท่วม ขณะเดียวกันศัตรูพืชโดยเฉพาะนกขนาดเล็กทาให้ผลผลิตต่อไร่ไม่สูงนัก และพบว่ามีเกษตรกรปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่อาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จานวน 13 ราย โดยปลูกในพื้นที่ประมาณ 1 งาน ถึง 2 ไร่ จากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 3 - 5 ไร่ ต่อราย จึงทาให้มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งหมดประมาณ 12 ไร่
ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาอนุรักษ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ สานักงานเกษตรอาเภอไชยา สานักงานเกษตรตาบลเลม็ด สานักงานเกษตรตาบลป่าเว สานักงานเกษตรตาบลโมถ่าย สานักงานเกษตรตาบลทุ่ง องค์การบริหารส่วนตาบล ศูนย์วิจัยข้าว จังหวัดพัทลุง และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งศูนย์ฯ เป็นหน่วยงานสำคัญหลักในการส่งเสริมและอนุรักษ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยอินทรีย์ และค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยว รวมถึงการรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากเกษตรกรด้วย ในส่วนของสานักงานเกษตรอาเภอไชยาและสานักงานเกษตรตาบลทั้งสี่ตาบลได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนโดย การอบรมให้ความรู้ ส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และปัจจุบันได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูก ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองภายใต้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์ข้าวหอมไชยา”
สาหรับการบริโภคข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนั้น พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองส่วนน้อยเก็บไว้บริโภคในครัวเรือนเอง ส่วนใหญ่จะจาหน่ายให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากความนุ่มและความอร่อยไม่เท่าข้าวหอมปทุมธานีที่เป็นที่นิยมปลูกในพื้นที่และข้าวหอมมะลิที่สามารถหาซื้อได้ง่ายในท้องตลาด อย่างไรก็ตามเมื่อนาข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองหุงผสมกับข้าวชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวไรซ์เบอร์รี่ฯ จะทาให้มีรสชาติดีขึ้น ผู้วิจัยได้ทาการทดลองหุงข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองอย่างเดียว และข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองร่วมกับข้าวชนิดต่างๆ และให้ผู้รับการสัมภาษณ์ชิม พบว่า ผู้รับการสัมภาษณ์ชอบข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองที่หุงกับข้าวชนิดต่างๆ มากกว่าข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นยังพบว่าการนาข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองมาทาเป็นข้าวต้ม จะใช้เวลาไม่นานประมาณ 30 นาที จะได้ข้าวต้มที่หอม ข้น มียาง รสชาติหวาน อร่อย ซึ่งการนาข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองมาทาข้าวต้มนี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนหันมาอนุรักษ์และบริโภคข้าวหอมไชยากันมากขึ้น
การตลาดข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนับว่าพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปตามลาดับ โดยเริ่มจากการผลิตข้าวหอมไชยาแพ็คถุงขนาด 1 กิโลกรัม ซึ่งได้รับการสนับสนุนเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ดูทันสมัยจากกรมการข้าว จาหน่ายในราคากิโลกรัมละ 70 บาท โดยจะจาหน่ายตามงานออกร้านทั่วไป หรืองานของทางส่วนราชการ ปัจจุบันยังขาดแหล่งจาหน่ายที่ชัดเจนและประจา สาหรับบรรจุภัณฑ์ยังขาดเรื่องราวของสินค้าที่จะทาให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันทางศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนี้เข้าร่วมโครงการ Niche Market เพื่อเป็นช่องทางในการจาหน่ายผลผลิตต่อไปในตลาดบนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เนื่องจากราคาของข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนั้นไม่แตกต่างจากข้าวแพ็คถุงทั่วไป หากแต่พิจารณาจากผลผลิตที่ผลิตได้จะพบว่าข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองมีน้อยมากและมีผลิตที่อาเภอไชยาเพียงแห่งเดียวของประเทศ ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นว่าน่าจะนาเรื่องผลผลิตที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เพียงไม่ถึง 1% ของผลผลิตข้าวทั้งประเทศ มาเป็นจุดขายในการสร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ให้กับข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
1. การส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ
ข้อมูลจากแบบสอบถามแสดงให้เห็นว่า การสนับสนุนจากทางภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญ ต่อการตัดสินใจปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง เห็นว่าการสนับสนุนจากทางภาครัฐทั้งปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เงินทุน ฯลฯ) องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการตลาด รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเป็นสิ่งจาเป็นในระดับมาก ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า การสนับสนุนจากทางภาครัฐในการข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนจากทางภาครัฐเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
2. องค์ความรู้
ข้อมูลจากแบบสอบถามแสดงให้เห็นว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองในปัจจุบันมีความรู้ในการปลูกและดูแลข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองในระดับน้อย และส่วนใหญ่ไม่เคยปลูกข้าวชนิดนี้มาก่อน นอกจากนี้ยังพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองจานวนไม่มากนักที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปลูกและดูแลข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองได้ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีความประสงค์ที่จะรับความรู้ในการปลูกและดูแลข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มเติมในระดับปานกลาง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า องค์ความรู้ในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
3. สภาพของพื้นที่
ข้อมูลจากแบบสอบถามแสดงให้เห็นว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองมีความเห็นว่า สภาพพื้นที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองอยู่ในระดับมาก สภาพพื้นที่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองมีไม่มากนักในปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า สภาพพื้นที่ในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าสภาพพื้นที่ในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
4. ปัจจัยการผลิต
ข้อมูลจากแบบสอบถามพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองมีความเห็นว่า ปัจจุบันพันธุ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเป็นที่ยอมรับมากขึ้นอยู่ในระดับปานกลาง ขณะเดียวกันเห็นว่าข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเป็นข้าวที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมากเท่ากับข้าวชนิดอื่นๆ อยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนั้นยังเห็นว่าข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองใช้เงินทุนและแรงงานในการผลิตมากกว่าข้าวชนิดอื่นๆ อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า ปัจจัยการผลิตในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการผลิตข้าวเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
5. กระบวนการผลิต/การแปรรูป
ข้อมูลจากแบบสอบถามของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองยากกว่าข้าวชนิดอื่นๆ ในระดับปานกลาง เช่นเดียวกับการเก็บเกี่ยวข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองที่ยากกว่าข้าวชนิดอื่นๆ ขณะเดียวกันยังพบว่าการแปรรูปข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองยังทาได้น้อยและมีข้อจากัดในระดับปานกลาง นอกจากนั้นเกษตรกรยังมีความเห็นว่าผลิตภัณฑ์จากข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองยังไม่ได้รับความนิยมในระดับปานกลาง ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า กระบวนการผลิตและการแปรรูปข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร ผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่ากระบวนการผลิตและการแปรรูปข้าวหอม ไชยาพันธุ์พื้นเมืองเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
6. ต้นทุนการผลิต
ข้อมูลจากแบบสอบถามพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเห็นว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองหายากมากกว่าพันธุ์ข้าวชนิดอื่นๆ ในระดับปานกลาง ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองก็สูงกว่าข้าวชนิดอื่นๆ และต้นทุนการผลิตก็ไม่คุ้มกับราคาที่ขายได้ในระดับปานกลาง นอกจากนั้นยังพบว่า ค่าจ้างแรงงานที่ใช้ในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองยังสูงกว่าข้าวชนิดอื่นๆ ในระดับปานกลาง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า ต้นทุนการผลิตในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตข้าวเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอม ไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
7. ความต้องการของตลาด
จากการประมวลผลแบบสอบถามพบว่า ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสารแพ็คถุง และผลิตภัณฑ์จากข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเป็นที่ต้องการของตลาดในระดับปานกลาง ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า ความต้องการของตลาดข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าความต้องการของตลาดเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
8. ค่านิยมของเกษตรกร
จากการประมวลผลข้อมูลแบบสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เชื่อว่าข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองดังเดิมได้สูญหายไปแล้วในระดับมาก ขณะเดียวกันเชื่อว่าสภาพพื้นที่ปัจจุบันไม่เหมาะกับการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองในระดับมาก และยังเชื่อว่าการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองมีความยุ่งยาก ลาบาก และไม่คุ้มทุนในระดับมาก นอกจากนี้ยังเชื่อว่าข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองไม่สามารถสู้ข้าวชนิดอื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมมะลิฯ ในระดับมากเช่นกัน ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า ค่านิยมของเกษตรกรในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการผลิตข้าวเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
5. กระบวนการผลิต/การแปรรูป
ข้อมูลจากแบบสอบถามของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองยากกว่าข้าวชนิดอื่นๆ ในระดับปานกลาง เช่นเดียวกับการเก็บเกี่ยวข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองที่ยากกว่าข้าวชนิดอื่นๆ ขณะเดียวกันยังพบว่าการแปรรูปข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองยังทาได้น้อยและมีข้อจากัดในระดับปานกลาง นอกจากนั้นเกษตรกรยังมีความเห็นว่าผลิตภัณฑ์จากข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองยังไม่ได้รับความนิยมในระดับปานกลาง ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า กระบวนการผลิตและการแปรรูปข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร ผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่ากระบวนการผลิตและการแปรรูปข้าวหอม ไชยาพันธุ์พื้นเมืองเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
6. ต้นทุนการผลิต
ข้อมูลจากแบบสอบถามพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเห็นว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองหายากมากกว่าพันธุ์ข้าวชนิดอื่นๆ ในระดับปานกลาง ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองก็สูงกว่าข้าวชนิดอื่นๆ และต้นทุนการผลิตก็ไม่คุ้มกับราคาที่ขายได้ในระดับปานกลาง นอกจากนั้นยังพบว่า ค่าจ้างแรงงานที่ใช้ในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองยังสูงกว่าข้าวชนิดอื่นๆ ในระดับปานกลาง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า ต้นทุนการผลิตในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตข้าวเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอม ไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
7. ความต้องการของตลาด
จากการประมวลผลแบบสอบถามพบว่า ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสารแพ็คถุง และผลิตภัณฑ์จากข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองเป็นที่ต้องการของตลาดในระดับปานกลาง ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง โดยพบว่า ความต้องการของตลาดข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรผู้ที่ปลูกและไม่ปลูกข้าวหอมไชยา แสดงให้เห็นว่าความต้องการของตลาดเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร
8. ค่านิยมของเกษตรกร
จากการประมวลผลข้อมูลแบบสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เชื่อว่าข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองดังเดิมได้สูญหายไปแล้วในระดับมาก ขณะเดียวกันเชื่อว่าสภาพพื้นที่ปัจจุบันไม่เหมาะกับการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองในระดับมาก และยังเชื่อว่าการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองมีความยุ่งยาก ลาบาก และไม่คุ้มทุนในระดับมาก นอกจากนี้ยังเชื่อว่าข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองไม่สามารถสู้ข้าวชนิดอื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมมะลิฯ ในระดับมากเช่นกัน ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง

ภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้จากการทำนา
🧚‍♀️🧚‍♀️ทำปุ๋ยจากฟางข้าว🧚🧚
👉ประเทศไทยใช้ปุ๋ยทุกวันนี้ปีหนึ่ง 4-5 หมื่นล้าน ถ้าเราลดปุ๋ยในนาข้าวได้เมื่อไหร่ ก็คือการลดใช้ปุ๋ยในประเทศได้มาก นอกจากนี้พบว่า ในฟางข้าว ประมาณ 60 ล้านไร่ ที่ทำนาอยู่ ปุ๋ยที่อยู่กับฟางข้าวมีมูลค่า 3-4 หมื่นล้าน แต่เราเผาทำลายไปเกือบครึ่งหนึ่ง คิดง่ายคร่าวๆ ว่า ในฟางข้าว 1 ไร่ เป็นมูลค่าปุ๋ย NPK เป็นพันบาท ถ้าเราไม่เผาก็ต้องหาทางเลือกให้ชาวบ้าน จริง ๆ สาเหตุที่ชาวบ้านเผา หนึ่ง ไม่รู้จะจัดการฟางยังไงให้มันไว เพราะทุกวันนี้ปลูกข้าว 2 ปี 5 รอบ และจากการพัฒนาพันธุ์ที่ดีเกินไป ปลูกยังไงก็ออกดอก นี่เป็นข้อดี แต่ข้อเสียคือสภาพแวดล้อมในประเทศเสียหายมาก ศัตรูพืชก็ระบาด สอง ถ้าใช้วิธีปกติ คือ ไถกลบ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 40-60 วัน ถ้าใช้วิธีไถกลบแล้วปลูกเลย ตอซังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ปลูกข้าวไปก็จะเหลือง ไม่โต แคระแกร็น อาการนี้เรียกว่า อาการข้าวเมา เมาตอซัง ในการทำนา 1 ไร่ จะให้ฟางข้าวประมาณ 800 กิโลกรัม ซึ่งประกอบด้วย ปริมาณธาตุไนโตรเจน ประมาณ 5 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส ประมาณ 1 กิโลกรัม และโพแทสเซียม ประมาณ 11 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีจุลธาตุที่เป็นประโยชน์จากการเจริญเติบโตของต้นข้าวอีกไม่น้อย
ถ้าหากชาวนาในบ้านเราไม่เผาหรือทำลายฟางข้าว แต่ให้ไถกลบฟางและตอซัง หรือไถพรวนตีหมักลงดิน ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว จะทำให้ลดการใช้ปุ๋ยลงได้ส่วนหนึ่ง ถ้าหากดูจากตัวเลข ฟางและตอซังข้าว จะเป็นธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทส เซียม กำมะถัน และธาตุอาหารอื่น ๆ ถ้าคิดเป็นตัวเลข 105 บาทต่อไร่ ซึ่งจะช่วยให้ชาวนาลดค่าปุ๋ยลงได้ทันที
แต่สิ่งสำคัญถ้าหากชาวนาไม่เผาฟาง ตอซัง จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ไปเร่งให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และจะช่วยลดอุบัติเหตุจากควันไฟ นอกจากนี้ฟางข้าวที่ไถกลบหรือไถพรวน จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีที่สุดด้วยโดยมีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ช่วยย่อยสลายฟางให้เร็วขึ้น ในพื้นที่อำเภอไชยา มีพื้นที่ในการปลูกข้าว 8,504 ไร่ มีพื้นที่ในการทำนาข้าวหอมไชยา 100 ไร่ หากเกษตรกร หันมาใช้ฟางข้าวในการทำปุ๋ย จะสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมี โดยให้ปฏิบัติดังนี้
1. ช่วงก่อนที่จะเกี่ยวข้าว 7-10 วัน ให้ทำน้ำหมัก พด. 2 ทำง่าย ๆ โดยการใช้กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม ผสมกับรำหยาบ 15 กิโลกรัม ใส่ถังหมักพลาสติกความจุ 100 ลิตร แล้วเติมน้ำสะอาดลงในถังหมักพลาสติก ให้ได้ปริมาณ 100 ลิตร จากนั้นใส่เชื้อจุลินทรีย์ พด. 2 (ขอได้จากสถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่ง) ซึ่งบรรจุอยู่ในซอง
1-2 ซอง ลงในถังหมัก ใช้ไม้คนให้เข้ากันดีแล้วปิดฝาถังหมัก หมักทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 7-10 วัน เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์น้ำหมัก จะใช้การได้โดยสังเกตจากการเปิดฝาถังหมักจะพบว่ามีเส้นใยเชื้อราจำนวนมากซึ่งก็พอดีเกี่ยวข้าวเสร็จ หากชาวนารีบเตรียมแปลงก็ให้เอาน้ำหมักที่ใช้การได้แล้วนี้ เทใส่ในนาพร้อมกับการเอาน้ำเข้านาที่เกี่ยวแล้ว ในอัตราการใช้น้ำหมัก 10 ลิตร ต่อไร่ น้ำที่ไหลเข้านาจะกระจายน้ำหมักที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายฟางข้าวได้ดีไปทั่วแปลงนา ให้แช่น้ำหมักฟางและตอซังข้าวในระดับท่วมตอซังข้าว โดยแช่หมักนานประมาณ 10-14 วัน ฟางและตอซังข้าวจะเปื่อย สามารถไถพรวนดินตีหมักฟางข้าวได้อย่างสบาย ๆ ด้วย
วิธีการอย่างนี้ชาวนาจะสามารถทำนาได้มากรอบขึ้น และจะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ส่วนหนึ่ง และยังส่งผลดีต่อการป้องกันกำจัดข้าววัชพืช ข้าวเรื้อ ข้าวค้างฤดู หรือเมล็ดวัชพืชได้อีกทางหนึ่งด้วย

แนวทางในการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
1. การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
แม้ว่าปัจจุบันจะมีเกษตรกรบางส่วนที่ยังเชื่อว่าพันธุ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองที่กาลังสืบทอดและอนุรักษ์นั้นเป็นพันธุ์ข้าวที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นบรรพบุรุษ แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนรับรองเรื่องความบริสุทธิ์ของพันธุ์ข้าวหรือพันธุ์ข้าวแท้เช่นเดียวกับพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอื่นๆ ซึ่งการขาดการรับรองพันธุ์นี้เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเกษตรกรและผู้บริโภค สาหรับแนวทางในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนั้นมีความจาเป็นที่จะต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ต้องเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงการรับรองความบริสุทธิ์ของพันธุ์ข้าว ขณะเดียวกันเกษตรกรสามารถมีส่วนร่วมได้โดยการเก็บพันธุ์ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับของเดิมเมื่อครั้งในอดีตโดยการทาการเก็บเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเองและร่วมมือกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัด สุราษฎร์ธานีและศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดพัทลุงในการศึกษาวิจัยและทดลอง
2. การสนับสนุนองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตที่จาเป็นในการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
แม้ว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะมีองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการปลูกข้าวมาเป็นระยะเวลานานทั้งจากการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นและจากการอบรมให้ความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ แต่ด้วยคุณลักษณะเฉพาะของข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองที่ค่อนข้างแตกต่ำงจากข้าวที่เกษตรกรปลูกทั่วไป จึงยังมีความจาเป็นที่จะต้องสนับสนุนองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้สนใจปลูก ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองด้วย ขณะเดียวกันการสนับสนุนปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ก็ถือว่าเป็นสิ่งจาเป็น อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนปัจจัยการผลิตควรทาเท่าที่จาเป็น หากแต่ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตปัจจัยหรือจัดหาปัจจัยการผลิตได้ด้วยตนเองเพื่อลดการพึ่งพิงจากทางภาครัฐมากเกินไป และเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตนี้อาจกระทาโดยการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองในชุมชน เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาและอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้สนใจที่จะปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
3. การส่งเสริมการบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
การส่งเสริมการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองจาเป็นต้องมีการบริหารจัดการทั้งกระบวนการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการผลิต การจัดการผลผลิต และการตลาด จึงจะทาให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจและสนใจที่จะปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง เนื่องจากที่ผ่านมากระบวนการส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ จะเน้นในเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิต คือผลิตสินค้าให้ได้ในปริมาณมาก ต้นทุนต่ำ และมีคุณภาพ หากแต่ยังขาดในเรื่องการจัดการผลผลิตและการตลาดซึ่งถือว่ามีความจาเป็นมากเพราะจะเกี่ยวข้องกับรายได้ของเกษตรกรโดยตรง การบริหารจัดการผลผลิตข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองอาจทาได้ในหลายลักษณะ เช่น การจาหน่ายเป็นพันธุ์ข้าวคุณภาพให้กับเกษตรกรที่สนใจ การแปรรูปเป็นข้าวบรรจุถุงหรือข้าวแพ็คสุญญากาศ การแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างอื่น เช่น ไอศกรีม สบู่ และเครื่องสาอางต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้จะมีส่วนช่วยในเรื่องการเพิ่มมูลค่าของ ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งจะเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่สนใจจะปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองว่า เมื่อปลูกข้าวแล้วมีช่องทางในการจาหน่ายสินค้าหลากหลาย ไม่จาเป็นต้องจาหน่ายเป็นข้าวเปลือกเหมือนข้าวพันธุ์ทั่วไป
4. การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การสร้างเครือข่ายและทายาทเกษตรกรปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
ควรส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองรวมกลุ่มกันในของรูปวิสาหกิจชุมชน ซึ่งข้อดีของการรวมกลุ่มนี้นอกจากจะได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต และการตลาดที่ชัดเจนแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มด้วยกัน ขณะเดียวกันหากมีการรวมกลุ่มเกิดขึ้นหลายกลุ่มควรมีการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มเพื่อเป็นภาคีคอยช่วยเหลือกัน ซึ่งอาจเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต การตลาด และแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน นอกจากนั้นการสร้างทายาทเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนับว่าเป็นอีกประเด็นสำคัญต่อการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองในระยะยาวเพื่อสืบทอดอาชีพการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองต่อไป
5. การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง
ปัจจุบันการรับรู้ถึงการมีอยู่ของข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนั้นยังไม่กว้างขวางมากนัก ทั้งในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและกลุ่มผู้บริโภคข้าวสารบรรจุถุงสุญญากาศ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง ทั้งนี้เมื่อประชาชนรับรู้ถึงการคงอยู่ของข้าวสายพันธุ์นี้ น่าจะนามาซึ่งความต้องการในการบริโภค เนื่องจากข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนี้นับว่าเป็นข้าวที่มีเอกลักษณ์และชื่อเสียงมาอย่างยาวนานจนมีคาขวัญของข้าวชนิดนี้ที่ว่า “เวลาออกรวงหอมทั่วทุ่ง เวลาหุงหอมทั่วบ้าน” ซึ่งจะส่งให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองกันมากขึ้น การประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้นี้อาจใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเข้ามาเป็นเครื่องมือ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น Line Facebook YouTube และอื่นๆ ซึ่งผู้วิจัยมีความเห็นว่าหากสามารถทาให้ประชาชนทั่วไปรับรู้การมีอยู่ของข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง น่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดความต้องการบริโภคข้าวชนิดนี้มากขึ้น เนื่องด้วยคุณสมบัติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและโดดเด่น และเมื่อปริมาณความต้องการ (Demand) ของตลาดมากขึ้นย่อมจะส่งผลต่อการผลิตที่มากขึ้นด้วย
6. การส่งเสริมเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
การส่งเสริมและผลักดันให้ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองได้รับการรับรองในฐานะสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือสินค้า GI ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เช่นเดียวกันสินค้าชนิดอื่นๆ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เช่น ไข่เค็มไชยา มะพร้าวเกาะพงัน หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ฯลฯ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการรับรู้ของประชาชนในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจะทาให้ข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนี้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและนอกพื้นที่มากยิ่งขึ้น และจะมีส่วนสำคัญที่จะทาให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอไชยาหันมาปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนี้กันมากขึ้นเป็นลาดับ อย่างไรก็ตามผู้วิจัยเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมืองนี้ เช่น สานักงานเกษตรอำเภอไชยา ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสานักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ควรศึกษาถึงเงื่อนไขและขั้นตอนเพื่อขอการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมไชยาพันธุ์พื้นเมือง ขณะเดียวกันหากได้รับการรับรองในฐานะสินค้า GI แล้ว แนวทางการส่งเสริมการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในวงกว้างก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งท้าทายของผู้เกี่ยวข้อง
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

ศูนย์อนุรักษ์พันธ์ุข้าวหอมไชยา (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ ศูนย์อนุรักษ์พันธ์ุข้าวหอมไชยา
1 ข้าวหอมไชยาเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของจังหวัดใด
2 หน่วยงานใดที่ร่วมอนุรักษ์และส่งเสริมการปลูกข้าวหอมไชยาในปี 2562–2565
3 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยาอยู่ที่ตำบลใด
4 ข้าวหอมไชยาได้รับการผลักดันขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติใด
5 ปีใดที่มีการวางแผนทดลองปลูกข้าวหอมไชยาในแปลงนาเพื่อเก็บข้อมูล
6 ศูนย์วิจัยข้าวใดที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการขึ้นทะเบียนข้าวหอมไชยา
7 การจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมไชยามีเป้าหมายเพื่ออะไร
8 การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมไชยาใช้กระบวนการใด
9 ข้าวหอมไชยาที่นำมาทดลองปลูกในปี 2565 มาจากกี่ตำบล
10 ตำบลใดไม่ใช่พื้นที่ปลูกข้าวหอมไชยาที่นำมาทดลองในปี 2565
11 ลักษณะทางการเกษตรที่ใช้ศึกษาในข้าวหอมไชยา ได้แก่ข้อใด
12 การเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมไชยาให้คงคุณภาพควรเก็บในอุณหภูมิเท่าใด
13 พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวในสังคมไทยแบ่งออกเป็นกี่ขั้นตอนหลัก
14 พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาใด
15 พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีกรรมของศาสนาใด
16 พิธีทำขวัญข้าวมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งใด
17 บททำขวัญข้าวในภาคเหนือเรียกว่าอะไร
18 บททำขวัญข้าวในภาคกลางและภาคใต้เรียกว่าอะไร
19 พิธีทำขวัญข้าวสะท้อนถึงอะไรในวิถีชีวิตชาวนาไทย
20 เมืองไชยาในอดีตมีคำขวัญว่าอย่างไร
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ