1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

หลักสูตรเกษตรผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

แหล่งเรียนรู้: พนมรัตน์ ฟาร์มเกษตร

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการสร้างความรู้และความเข้าใจในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยศึกษาจากต้นแบบความสำเร็จของ "พนมรัตน์ฟาร์มเกษตร" ที่ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว (ยางพารา) มาเป็นการทำเกษตรผสมผสาน ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานในการจัดการพื้นที่เกษตร การปลูกพืชล้มลุกที่สร้างรายได้รายวัน (เช่น ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา) การเลี้ยงสัตว์ และการปลูกเมล่อน นอกจากนี้ หลักสูตรยังครอบคลุมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำการตลาด เช่น การผลิตดินปลูกขี้หมูหลุมผสมมูลไส้เดือน และการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ (Facebook) เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้เสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

จำนวนชั่วโมงเรียน
10.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
80%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

หลักสูตรเกษตรผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

นางสาวพนมรัตน์ รักเหล็ก มุ่งเน้นการทำเกษตรกรรมให้สามารถใช้ในการดำรงชีวิตหรือประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักการ “โคก หนอง นา โมเดล” มาปรับใช้กับพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จัดระบบการปลูกพืช
แบ่งพื้นที่ วางแผนผังแปลงให้มีความเกื้อกูลกัน สามารถหมุนเวียนมาใช้ประโยชน์ได้กับทุกส่วนภายในฟาร์ม จัดระบบกักเก็บน้ำในพื้นที่ให้เพียงพอต่อการใช้ในแต่ละปี โดยการขุดบ่อ ปลูกพืชหลายระดับ แนวคิดในการประกอบอาชีพคือ “เกษตรกรต้องพึ่งตนเองให้มาก” นี่คือสิ่งที่คิดและตั้งใจตลอดมา ต้องเริ่มผลิตสิ่งที่ครอบครัวต้องกินต้องใช้ให้เพียงพอก่อนเป็นอันดับแรก ทยอยปลูกพืชหลากหลายชนิด เลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีอาหารเพียงพอสำหรับครัวเรือนโดยซื้อให้น้อยที่สุด เมื่อมีมากเกินกว่าจะบริโภคทั้งหมด จึงมีการแบ่งปันให้ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ทำให้มีเพื่อนบ้านและผู้คนที่สนใจมาศึกษา
ดูงานที่ฟาร์มเพื่อเรียนรู้ เก็บผลผลิต และช่วยซื้อ ช่วยอุดหนุนพืชผักต่าง ๆ นอกจากนั้น ได้นำผลผลิตบางส่วนไปทำบุญช่วยเหลือตามงานบุญต่าง ๆ
ทั้งในวัดและชุมชน เหลือจากนั้นค่อยจำหน่าย โดยมีตลาดนัดในหมู่บ้านและร้านค้าต่าง ๆ ที่รับผลผลิตไปขาย ทำการเกษตรโดยมีความเชื่อว่า ถ้าผลผลิตเหล่านี้ตนเองและครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านรับประทานได้ ผลผลิตเหล่านี้ก็ถือว่ามีคุณภาพในระดับหนึ่ง มีความปลอดภัย และตนเองก็มีความรู้ความชำนาญที่จะผลิตและจำหน่ายได้ นอกเหนือจากนี้ ยังมีความคิดว่า การที่จะผลิตสิ่งใดเพื่อจำหน่าย ต้องสอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อและจำหน่ายได้ดี มีรายได้ที่คุ้มค่า ปัจจุบันผลผลิตในแปลงสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ครอบครัว และผู้เข้ารับการประเมินไม่ได้หยุดที่จะเรียนรู้ สร้างสรรค์ พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ ๆอยู่ตลอดเวลา

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

หัวใจสำคัญของปรัชญานี้ประกอบด้วย "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ดังนี้ครับ:

## 3 ห่วง (หลักพิจารณา)
พอประมาณ: คือ ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอเหมาะกับฐานะ

มีเหตุผล: การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ

มีภูมิคุ้มกันที่ดี: การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้

## 2 เงื่อนไข (พื้นฐานการตัดสินใจ)
เพื่อให้การดำเนินงานตามหลัก 3 ห่วงข้างต้นประสบผลสำเร็จ จะต้องอาศัยเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ:

เงื่อนไขความรู้: ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและขั้นตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังในปฏิบัติ

เงื่อนไขคุณธรรม: เป็นสิ่งที่ต้องเสริมสร้างให้เกิดขึ้น ได้แก่ มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ไม่โลภ และแบ่งปันแก่ผู้อื่น

## การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเกษตรเท่านั้น แต่สามารถปรับใช้ได้กับคนทุกอาชีพและทุกระดับ:

ระดับบุคคลและครอบครัว: เน้นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ รู้จักเก็บออม และใช้ชีวิตเรียบง่ายตามอัตภาพ

ระดับชุมชน: เน้นการรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อพึ่งพาตนเอง

ระดับธุรกิจ: เน้นการทำธุรกิจที่หวังผลกำไรในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ไม่เสี่ยงจนเกินตัว และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง "ความสมดุล" ใน 4 มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เพื่อให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน

การปลูกผักปลอดสารพิษไม่ใช่แค่การเลิกใช้สารเคมี แต่คือการสร้าง "ระบบนิเวศจำลอง" ในแปลงผักให้เกิดความสมดุลครับ โดยมีหลักการสำคัญที่ต้องยึดถือเพื่อให้ผักรอดและเราปลอดภัย ดังนี้ครับ:

1. การเตรียมดิน (หัวใจสำคัญ)
ดินที่ดีคือจุดเริ่มต้นของต้นไม้ที่แข็งแรง ผักจะทนทานต่อโรคได้ดีถ้าได้รับสารอาหารครบถ้วน

ปรุงดิน: ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายสมบูรณ์แล้ว เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ

ปรับสมดุล: หากดินเป็นกรดมากเกินไป อาจใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ช่วย

ตากดิน: ก่อนปลูกควรขุดพลิกหน้าดินตากแดดไว้อย่างน้อย 7-14 วัน เพื่อฆ่าไข่แมลงและเชื้อราในดิน

2. การเลือกเมล็ดพันธุ์และต้นกล้า
ควรใช้เมล็ดพันธุ์ที่ ไม่ผ่านการคลุกสารเคมี กันเชื้อรา (สังเกตจากสีของเมล็ด ถ้าเป็นสีธรรมชาติไม่ใช่สีชมพูหรือเขียวสดมักจะใช้ได้)

เลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับฤดูกาลและสภาพอากาศในพื้นที่ เพื่อลดภาระในการดูแล

3. การจัดการแมลงแบบธรรมชาติ (Biological Control)
ในระบบปลอดสาร เราจะไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่จะใช้ "การควบคุม" แทน:

น้ำหมักไล่แมลง: เช่น น้ำส้มควันไม้, น้ำหมักสมุนไพรรสขม/รสเผ็ด (สะเดา, ข่า, ตะไคร้หอม)

พืชไล่แมลง: ปลูกดอกไม้หรือผักที่มีกลิ่นฉุนแทรก เช่น ดาวเรือง, กะเพรา, โหระพา เพื่อลวงตาแมลง

กางมุ้ง: เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดสำหรับผักใบ เพื่อป้องกันผีเสื้อมาวางไข่จนกลายเป็นหนอน

4. การจัดการระบบน้ำและแสง
น้ำ: ต้องสะอาด ไม่ปนเปื้อนสารเคมีจากแหล่งน้ำอุตสาหกรรม

แสง: ผักส่วนใหญ่ต้องการแดดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน แสงแดดช่วยกระบวนการสังเคราะห์แสงและยังช่วยฆ่าเชื้อราบนหน้าดินได้ด้วย

5. การปลูกพืชหมุนเวียน (Crop Rotation)
อย่าปลูกผักชนิดเดิมซ้ำที่เดิมติดต่อกัน เพราะจะทำให้ศัตรูพืชจำพวกนั้นสะสมตัวในดิน และดินจะสูญเสียธาตุอาหารเฉพาะอย่างไป เช่น:

รอบที่ 1: ปลูกผักกินใบ (คะน้า, ผักกาด)

รอบที่ 2: ปลูกพืชตระกูลถั่ว (เพื่อบำรุงดินเพิ่มไนโตรเจน)

รอบที่ 3: ปลูกพืชกินหัว (หัวไชเท้า, แครอท)

การทำปุ๋ยหมัก (Compost) เป็นวิธีเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็น "ทองคำสีดำ" สำหรับบำรุงดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังช่วยให้พืชผักเติบโตแข็งแรงโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีครับ

หลักการง่ายๆ คือการสร้างสมดุลระหว่าง สีน้ำตาล (คาร์บอน) และ สีเขียว (ไนโตรเจน) ดังนี้ครับ:

1. วัตถุดิบหลัก (สูตร 3:1)
ส่วนสีน้ำตาล (3 ส่วน): ให้คาร์บอน เป็นโครงสร้างให้กองปุ๋ย เช่น ใบไม้แห้ง, ฟางข้าว, กระดาษลังฉีก, กิ่งไม้เล็กๆ

ส่วนสีเขียว (1 ส่วน): ให้ไนโตรเจน ช่วยเร่งการย่อยสลาย เช่น เศษผักผลไม้จากครัว, หญ้าสด, มูลสัตว์

2. อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
ภาชนะ: ถังพลาสติกเจาะรู, วงบ่อซีเมนต์, หรือจะกองกับพื้นดินก็ได้ (ควรมีตาข่ายล้อม)

อุปกรณ์เสริม: บัวรดน้ำ, พลั่วสำหรับกลับกองปุ๋ย

3. ขั้นตอนการทำ
วางชั้น: เริ่มต้นด้วยการวางส่วนสีน้ำตาลไว้ชั้นล่างสุดเพื่อให้เนื้อระบายอากาศได้ดี

สลับชั้น: ใส่ส่วนสีเขียวสลับกับส่วนสีน้ำตาลเป็นชั้นๆ (หนาประมาณชั้นละ 5-10 ซม.)

เติมความชื้น: รดน้ำในแต่ละชั้นให้พอชื้นเหมือนฟองน้ำที่บิดหมาดๆ (ระวังอย่าให้แฉะจนเกินไปเพราะจะทำให้เหม็น)

คลุกเคล้า: หากทำในถัง ควรกลับกองปุ๋ยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อเติมออกซิเจนให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีขึ้น

4. สังเกตอย่างไรว่าใช้ได้แล้ว?
โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดของวัตถุดิบและสภาพอากาศ:

สี: เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ

กลิ่น: ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า แต่จะมีกลิ่นเหมือนดินหลังฝนตก

อุณหภูมิ: ความร้อนในกองปุ๋ยลดลงจนเท่ากับอุณหภูมิปกติ

เนื้อสัมผัส: นุ่ม ร่วนซุย และจำรูปทรงเดิมของเศษอาหารไม่ได้

การเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือน (Housing System) เป็นหัวใจสำคัญของการทำปศุสัตว์สมัยใหม่ เพราะช่วยให้ผู้เลี้ยงสามารถควบคุมปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของสัตว์ได้ดีกว่าการเลี้ยงแบบปล่อยครับ

เพื่อให้การจัดการโรงเรือนมีประสิทธิภาพ ควรคำนึงถึงหลักการสำคัญ ดังนี้ครับ:

1. ทำเลที่ตั้งและการวางผัง
ทิศทางลมและแสงแดด: ควรวางตัวโรงเรือนใน แนวทิศตะวันออก-ตะวันตก เพื่อลดพื้นที่สัมผัสแสงแดดโดยตรง ช่วยให้โรงเรือนไม่ร้อนเกินไป และควรตั้งอยู่ในที่ดอน น้ำไม่ท่วมขัง

ระยะห่าง: ควรห่างจากชุมชนเพื่อป้องกันเรื่องกลิ่นและเสียง และควรมีระยะห่างระหว่างโรงเรือนแต่ละหลังพอสมควรเพื่อการระบายอากาศที่ดี

2. ประเภทของโรงเรือน
เราสามารถแบ่งตามลักษณะการถ่ายเทอากาศได้เป็น 2 แบบหลัก:

ระบบเปิด (Open House): เน้นการระบายอากาศตามธรรมชาติ เหมาะกับสัตว์ที่ทนร้อนได้ดี เช่น โคเนื้อ หรือไก่พื้นเมือง ข้อดีคือประหยัดค่าไฟฟ้าและค่าก่อสร้าง

ระบบปิด (Evaporative Cooling System หรือ EVAP): ใช้พัดลมและแผงทำความเย็น (Cooling Pad) เพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เหมาะกับสัตว์ที่ไวต่อความร้อน เช่น ไก่เนื้อ หรือสุกร ช่วยลดความเครียดและเพิ่มอัตราการเติบโต

3. การจัดการสิ่งแวดล้อมภายใน
ความหนาแน่น: ไม่ควรเลี้ยงสัตว์แออัดเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความเครียด โรคระบาดแพร่กระจายเร็ว และจัดการสุขาภิบาลยาก

วัสดุรองพื้น: ต้องสะอาด แห้ง และซับความชื้นได้ดี (เช่น แกลบ หรือฟาง) เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องอุ้งเท้าอักเสบและแก๊สแอมโมเนีย

ระบบน้ำและอาหาร: ต้องเพียงพอและเข้าถึงง่าย ออกแบบให้ทำความสะอาดได้สะดวกเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค

4. ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity)
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงในโรงเรือน:

การกั้นคอก: มีรั้วรอบขอบชิด ป้องกันสัตว์พาหะจากภายนอก (นก, หนู, สุนัข)

จุดฆ่าเชื้อ: มีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับจุ่มเท้าหรือพ่นรถที่เข้า-ออกฟาร์ม

การจัดการของเสีย: มีระบบบำบัดน้ำเสียหรือการจัดการมูลสัตว์ที่เหมาะสม ไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

หลักสูตรเกษตรผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ หลักสูตรเกษตรผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
1 ข้อใดคือหลักการสำคัญของ 'ทางสายกลาง' ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2 การมี 'ภูมิคุ้มกันที่ดี' ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงข้อใด
3 วัตถุประสงค์หลักของการเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนคืออะไร
4 ข้อใดเป็นลักษณะที่ดีของโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่
5 การทำปุ๋ยหมักอาศัยการทำงานของปัจจัยใดเป็นหลักในการย่อยสลาย
6 อัตราส่วนผสมในการทำปุ๋ยหมักที่เหมาะสมมักประกอบด้วยอะไร
7 ทำไมต้องมีการพลิกกลับกองปุ๋ยหมักเป็นระยะ
8 หัวใจสำคัญของการปลูกผักปลอดสารพิษคือข้อใด
9 การใช้ 'น้ำส้มควันไม้' ในการปลูกผักมีประโยชน์อย่างไร
10 ข้อใดคือการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) ในการปลูกผัก
11 การปลูกพืชหมุนเวียนช่วยในเรื่องใดมากที่สุด
12 ข้อใดคือความหมายของ 'ความพอประมาณ'
13 ในการทำปุ๋ยหมัก หากมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง แสดงว่าเกิดจากสาเหตุใด
14 ปุ๋ยหมักที่ 'สุก' หรือใช้ได้แล้ว มีลักษณะอย่างไร
15 ทำไมการปลูกผักปลอดสารพิษจึงควรคลุมดินด้วยฟางหรือเศษหญ้า
16 เกษตรทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 1 เน้นเรื่องใดเป็นสำคัญ
17 สัตว์ชนิดใดที่นิยมเลี้ยงแบบโรงเรือนเพื่อเก็บผลผลิต 'ไข่' ในครัวเรือนมากที่สุด
18 ข้อใดเป็นวิธีป้องกันแมลงแบบธรรมชาติในการปลูกผัก
19 มูลสัตว์ชนิดใดนิยมนำมาทำปุ๋ยหมักเนื่องจากมีธาตุไนโตรเจนสูง
20 การทำ 'บัญชีครัวเรือน' สอดคล้องกับหลักการใดของเศรษฐกิจพอเพียง
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ