1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ศิลปะพื้นบ้านแขนงมโนราห์

แหล่งเรียนรู้: ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้บ้านปากลัด

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ศิลปะพื้นบ้านแขนงมโนราห์เป็นการศึกษาองค์ประกอบด้านศิลปะมรดกพื้นบ้านภาคใต้ สามารถแต่งบทกลอนและการร่ายรำ เทคนิคการขับร้องบทกลอนและการร่ายรำ การรวบรวมกลุ่มสามารถนำมาเสนอหรือจัดการแสดงที่เหมาะสม เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตนเองและผู้อื่น สามารถอธิบายถึงอิทธิพลของการรำที่มีต่อบุคคลและสังคมไทย วิวัฒนาการของการร่ายรำและการขับร้องแต่ละยุคสมัย ลักษณะความโดดเด่นที่ทำให้มโนราห์เกิดการยอมรับ
โดยใช้การประเมินความสามารถของโครงสร้างกิจกรรมมโนราห์ ศึกษาวิเคราะห์บทกลอนและท่ารำ นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน สืบเสาะหาความรู้ ทักษะทางการแสดงและคิดค้นท่าทางการแสดงเพื่อประกอบท่ารำและรำทำบท
เพื่อบอกโครงสร้างของกิจกรรมมโนราห์ รูปแบบการจัดการแสดงมโนราห์ คิดค้นท่าทางการแสดงสามารถเข้าถึงรากเง้าศิลปะการแสดงแขนงมโนราห์โดยในปัจจุบันนิยมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนพัฒนาความภาคภูมิใจใน อัตลักษณ์ของตนเอง
จุดประสงค์รายกิจกรรม
๑. อธิบายบายความหมายและประวัติความเป็นมาของมโนราห์
๒. การเรียนรู้ทักษะการบวนการรำมโนราห์
๓. การเรียนรู้การแต่งกายมโนราห์
๔. การเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรีมโนราห์
๕. การเรียนรู้ทักษะการแสดงมโนราห์
รวมทั้งหมด ๕ จุดประสงค์

จำนวนชั่วโมงเรียน
3.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
80%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ศิลปะพื้นบ้านแขนงมโนราห์

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

ประวัติและความเป็นมาของมโนราห์
โนราหรือมโนราห์ เป็นการเขียนที่สื่อถึงการละเล่นพื้นบ้านในท้องถิ่นที่สืบต่อกันมาโดยเฉพาะในภาคใต้ ของประเทศไทยการละเล่นชนิดนี้ถือเป็นที่นิยมมากที่สุด มีการแสดงมาแต่โบราณจนถึงยุคปัจจุบัน การละเล่น มีทั้งการร้อง การร่ายรำ การขับบทกลอน บางครั้งมีการเล่นเป็นละครเรื่องราวต่างๆ เพื่อแทรกคำสอนให้กับคนชม ได้รู้จักบาปบุญคุณโทษประโยชน์และสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ต่างๆและบางโอกาสมีส่วนหนึ่งของการแสดงไปตามคติธรรมความเชื่อจนก่อเกิดประเพณีพิธีกรรมสืบทอดต่อกันมา
ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม๘ กล่าวว่าเมื่อชาตรีแพร่หลายสู่ภาคกลางชาวภาคกลางเห็นว่ามีลักษณะคล้ายละคร จึงเรียกกันว่า “ละครชาตรี”ซึ่งตำนานละครอิเหนาพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอ้างถึงโคลงกรมหมื่นศรีสุเรนทร์เรื่องพระบรมศพสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกว่ามีการเล่นละครในงานมหรศพที่ในกรุงเทพฯ(แต่ในคำโคลงนั้นยักเรียกการแสดงมโนราห์ว่า ชาตรี )ว่า......
ชาตรีตลุบตุบทิง กลองโทน
รำสะบัดซัดสะเอวโอน อ่อนแปล้
คนกรับรับขยับโยน เสียงเยิ่น
ร้องเรื่องรถเสนแก้ ห่อขยุ้มยาโรย
ต่อมาได้มีผู้คิดนำเอาเนื้อเรื่องบางตอนของนิทานเรื่องพระสุธน(ตอนพระสุธนจับนางมโนราห์)มาดัดแปลงเล่นเป็น แบบชาตรี ดังที่ปรากฏในบทชาตรีเรื่องนางมโนราห์ ( ที่เข้าใจผิดกันว่าเป็นบทละครครั้งกรุงเก่า) จนเป็นที่ติดใจของผู้ชมความชื่นชอบที่มีต่อเนื้อเรื่องก็ดีรูปร่างลักษณะที่แปลกชวนพิศวงของกินกินรีก็ดีความตื่นเต้นชวนสนุกจากบทบาทของพรานบุญซึ่งเป็นตัวสำคัญตัวหนึ่งก็ดีเป็นเหตุให้คนคณะชาตรีเกิดการปรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายบางส่วนมีการคิดประดิษฐ์ท่ารำบางท่าให้สอดคล้องกับลีลาของกินรีและแม้กระทั่งตัวพรานบุญก็ถูกยืมทั้งชื่อรูปร่างและลักษณะนิสัยมาใช้เป็นตัวตลกที่เรียกว่า “พราน”สิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของชาตรี ความนิยมเล่นเรื่องนี้บ่อยๆ(โดยเฉพาะเมื่อแสดงในพิธีโนจุก) สาเหตุเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านพากันขานชื่อ “มโนราห์”จนติดปากแทนคำ ชาตรี แล้วต่อมาคำ มโนราห์ก็กลายเป็นโนรา ตามความนิยมตัดทอนพยางค์ของภาษาถิ่นใต้ ในที่สุดคำว่า “ชาตรี” มีผู้เรียกน้อยลงและสูญหายไปจนในที่สุด
พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จฯพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานถึงพระองค์เจ้าปัทมราช เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ กล่าวถึงละครชาตรีของพระองค์เจ้าปัทมราชจากนครศรีธรรมราชที่เข้าไปแสดงในงานพระศพกรมสมเด็จพระเดชาดิศร ณ พระเมรุท้องสนามหลวง ความว่า.........แลละครชาตรีของเสด็จนั้น กระหม่อมฉันได้สั่งให้ ตั้งโรงให้เล่นในการพระศพนั้นด้วยมีคนมาดูมากเพราะเป็นของนอกแปลกเข้า กระหม่อมฉันได้ให้เงินโรงวันละ สามตำลึงทั้งสี่วัน....อันนี้แสดงว่า ชาตรี เมืองนครศรีธรรมราชที่ไปแสดงนั้นทางเมืองหลวงเรียกว่า “ละครชาตรี” พบหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า มีการเรียกชาตรีเป็นมโนราห์ชาตรีในวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่อง มโนหรานิบาต คำกาพย์ ฉบับวัดมัชฌิมาวาส เมืองสงขลาซึ่งบ่งว่าเขียนเสร็จปี พ.ศ.๒๕๑๑ในตอนที่กล่าวถึงการมหรสพในพิธีสมโภชพระสุธนนางมโนราห์ว่า.....มโนราห์ชาตรี ร้องบทเมรี ชมสวนชมสมร รำเมื่อกินเหล้า เคล้าคลอชวนนอน ลักยาพาจร เมรีมัวเมา...ซึ่งบ่งชัดว่าแม้จะเล่นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับเรื่องนางมโนราห์ ก็เรียกการเล่นชนิดนี้ว่า มโนราชาตรี
ในบทพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จฯพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อง พระภะรตเบิกโรง ขึ้นสำหรับใช้ในละครดึกดำบรรพ์เทวพลีก่อนลงโรงแล้รำเพลงชมตลาดตามบท ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม๘ (๒๕๔๒:๓๘๗๓-๓๘๗๕) ว่าดังนี้
เทพประนมปฐมพรหมสี่หน้า สอสร้อยมาลาเรียงหมอน
เพียงไหล่ผาลาช้านางนอน ภมรเคล้าแขกเต้าเข้ารัง
กระต่ายชมจันทร์จันทร์ทรงกรด พระภะรตทิ้งสารมารกลับหลัง
ชูชายนาฏกรายเข้าสู่วัง มังกรหาแก้วมุจลินท์
กินนอนร่อนรำเลียบเท่า องค์พระรามาเก่งศิลป์
มัจฉาลอยล่องฟ่องวาริน หลงใหลได้สิ้นงามโสภา
สิงโตเล่นหางกวางโยนตัว รำยั่วเอาแป้งผัดหน้า
หงส์ทองลอยล่องในคงคา เหราเล่นน้ำสำราญนัก
กรีดกรายย้ายย่างกวางเดินดง พระนารายณ์ฤทธิ์รงค์ทรงขว้างจักร
ช้าสารหว่านหญ้าน่ารัก พระลักษณ์แผลงศรจรลี
กินนรฟ้อนฝูงยูงฟ้อนหาง ขัดจางนางรำทั้งสองสี
ลมพัดยอดตองตวัดวี สีซอสามสายย้ายเพลงรำ
รำกระบี่สี่ท่าจีนสาวไส้ รำชะนีไร้ไม้เฉื่อยฉ่ำ
เมขลาล่อแก้วลำนำ แบบรำตามเยี่ยงโบราณมา
บทพระราชนิพนธ์เรื่องนี้มีข้อพิจารณาอย่าน้อง ๒ ประเด็น
ประเด็นแรกพระราชประสงค์ในการทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ที่ทรงกำหนดเอาแบบการรำและท่ารำ ของมโนราห์มาเป็นท่ารำพระภะรตครูละครเพื่อรำเทวพลีเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะทรงมั่นพระราชหฤทัยว่า มโนราห์ หรือชาตรี ของภาคใต้เป็นแบบแผนของการละครในภาคกลางและเป็นสิ่งที่นักการละครทั้งปวงควรรักษาแบบแผนนั้นไว้สืบไป
ประเด็นที่๒ท่ารำต่างๆ ในบทพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะได้มาจากคำบอกเล่าของบรรดาชาตรีโบราณของภาคใต้เมื่อเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ประกอบกับที่ทรงพระปรีชาญาณทางนาฏดุริยางค์ของพระองค์ จึงทรงชำระเรียบเรียงขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่สมบรูณ์และด้วยพระบารมี ท่ารำเหล่านี้จึงเกิดการถ่ายทอดกลับไปสู่ภาคใต้จนคณะโนรายึดถือเป็นแบบฉบับสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ดังที่ปรากฏในสายตระกูลโนราของขุนอุปถัมภ์นรากร (โนราพุ่มเทวา)เป็นต้น ท่ารำปฐมของขุนอุปถัมภ์นรากรจึงใกล้เคียงกับบทพระราชนิพนธ์ที่ยกมาเป็นอย่างยิ่ง.....
ตำนานมโนราห์มีการเล่ากัน กลับกลายเป็นหลายตำนานเช่น
ตำนานที่ ๑ เล่าโดยมโนราห์ชานนท์ เสือรามจันทร์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ความว่ามโนราห์ หรือ โนรา เป็นศิลปะพื้นเมืองภาคใต้ สันนิษฐานกันว่าได้รับอิทธิพลจากการ ร่ายรำของอินเดียโบราณก่อนสมัยศรีวิชัย ที่มา จากพ่อค้าชาวอินเดีย สังเกตได้จากเครื่องดนตรีที่ เรียกว่า เบญจสังคีตซึ่งประกอบโหม่งฉิ่ง ทับ กลอง ปี่ใน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโนราและท่ารำของโนรา อีกหลายท่าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับการร่ายรำของ ทางอินเดีย และเริ่มมีโนราเป็นกิจลักษณะขึ้นเมื่อ ประมาณปี พุทธศักราชที่ ๑๘๒๐ ซึ่งตรงกับสมัยสุโขทัยตอนต้นเชื่อกันว่าโนราเกิดขึ้น ครั้งแรกที่ หัวเมืองพัทลุง ขยายมาถึงหัวเมืองในแถบลุ่มน้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานีในปัจจุบันและได้พัฒนาขึ้นเป็น อัตลักษณ์เฉพาะถิ่น การรำมโนราห์ในแบบจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะอยู่คู่กับการดำเนินชีวิตโดยวัตถุประสงค์ก็เพื่อบูชามหาเทพทั้งสามนั้นก็คือ พระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์ ซึ่งในบทร้องของมโนราห์ปัจจุบันก็ยังคงมีเนื้อหา
ดังกล่าวเจือปนอยู่ แม้จะมีการดัดแปลงแก้ไขใส่เนื้อหาทางด้านพุทธศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมคือการนับถือ บรรพบุรุษ เติมไปบ้างตามอิทธิพลของศาสนาที่มีต่อท้องถิ่น ความเป็นศิลปะชั้นสูงของมโนราห์นั้นเป็นมรดกของชาติและเป็นที่ยอมรับว่างดงามและสูงส่ง บนปรัมพิธีจะมีเทริด มโนราห์(คล้ายมงกุฎ) อีกทั้งมโนราห์ยังเป็นศาสตร์ที่รวบรวมเอาศิลป์แขนงอื่นมาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่น งานช่างไม้ ช่างก่อสร้าง ช่างปักเย็บ เป็นต้น
: บทความเขียนใช้ในงานชักพระประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ,๒๓ กันยายน ๒๕๖๒
ตำนานที่2 จากหนังสือตำราตระกูลมโนราห์ชานนท์เสือรามจันทร์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี(พ.ศ.๒๕๐๘)เล่าเป็นกลอน ๔ว่า
ก่อเกื้อกำเนิด คราเกิดชาตรี
แต่ปางหลังยังมี คราวครั้งตั้งแผ่นดิน
บิดาของเจ้า ชื่อท่านท้าวโกสินทร์
มารดายุพิน ชื่อนางอินทร์กรณีย์
ครองเมืองพัทลุง เป็นกรุงธานี
บุตรชายท่านมี ชื่อศรีสิงหรณ์..........
ตำนานที่๓ เป็นตำนานที่รับการถ่ายทอดไว้ในรูปแบของบทกลอน “กาศครู”สายมโนราห์ขุนอุปถัมภ์นรากร
ขานเอ ขานให้โนเนโนไน
ขานมาช้าต้อง ทำนองเหมือนวัวชักไถ
เพลงครวญคิดขึ้นมา ทรหวนในหัวใจ
เพลงสำลีไม่ลืมไน พี่ไปไม่ลืมน้องหนา
รวยรวย ยังหอมแต่รสแป้งทา
หอมรสครูข้า ส่งกลิ่นพ่อมาไรไร
หอมมาสาแค่ ลูกเหลียวไปแลหอมไกล
หอมฟุ้งสุราลัย ไคลเข้าในโรงน้องหนา

องค์ประกอบการแสดงของมโนราห์
ในการแสดงมโนราห์มีองค์ประกอบหลายอย่างที่สำคัญได้แก่ คณะมโนราห์ โรงแสดง ดนตรี เครื่องแต่งตัว และการแต่งตัว อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆและโอกาสที่จัดแสดงขึ้นหากขาดหรือไม่พร้อมในด้านองค์ประกอบแล้ว การแสดงมโนราห์จะขาดความสมบูรณ์อนึ่งองค์ประกอบในการแสดงมโนราห์ ได้มีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจากอดีตจนปัจจุบัน
คณะมโนราห์ เดิมที่มโนราห์เป็นชายล้วนประกอบไปด้วยผู้แสดง ลูกคู่ หมอไสยศาสตร์และตาเลย รวมทั้งคณะมีประมาณ ๑๒ - ๑๕ คน
๑)ผู้แสดง มโนราห์สมัยก่อนมีประมาณ ๗-๑๐ คน หัวหน้าคณะเรียกว่า “ มโนราห์ใหญ่ ” เป็นผู้ที่มีบทบาทในการแสดงมากที่สุดและทำหน้าที่เป็นผู้บริหารคณะ มโนราห์คนอื่นๆซึ่งเป็นตัวรำเรียกว่า “ นางรำ ”ตัวรำส่วนใหญ่มักเป็นเด็กอายุตั้งแต่ ๘-๒๑ ปี นิยมไว้ผมจุก จึงเรียกเด็กเหล่านี้ว่า หัวจุกมโนราห์ นอกจากตัวรำแล้วยังมีผู้แสดงเป็นพรานอีกคนหนึ่งซึ่งมักรับบทเป็นตัวตลก
๒)ลูกคู่ ทำหน้าที่บรรเลงเครื่องดนตรีหรือที่เรียกกันในภาษาถิ่นใต้ว่า ตีเครื่อง มีประมาณ ๕-๗ คนทำหน้าที่ ตีทับ ตีกลอง ตีฉิ่ง ตีโหม่ง กรับ เป่าปี่และที่เหลือตีแกระ
๓)หมอกบโรง ทำหน้าที่เป็นหมอไสยศาสตร์ประจำคณะมโนราห์ ทั้งนี้สมัยก่อนมีความเชื่อในอำนาจเวทมนต์คุณไสยอย่างมากเพื่อใช้ปกป้องการกระทำคุณไสยจากฝ่ายตรงข้ามแต่กรณีนี้มีน้อยจะทำก็เฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆเพราะเชื่อว่าการทำคุณไสยเป็นบาป
๔)ตาเสือ เป็นผู้ติดตามคณะมโนราห์ไปด้วยความรักใคร่เสน่าห์หาโดยมากมักจะหลงใหลหัวจุกโบราณ ที่มีอายุราว๑๐-๑๕ปี จึงติดตามไปคอยช่วยเหลือปรนนิบัติเช่นแบกหรือให้ขี่หลังในกรณีที่เดินทางไกลและลำบากในบางช่วงเป็นต้น
มโนราห์ (โนรา) เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ที่โดดเด่นด้วยท่ารำที่อ่อนช้อย องค์ประกอบหลักประกอบด้วย การรำ (ท่ารำแม่บท), การร้องกลอนสด, เครื่องแต่งกาย (เทริด, เล็บ, ปีกนก) และ เครื่องดนตรี (ทับ, กลอง, โหม่ง, ปี่, ฉิ่ง) โดยเน้นความเชื่อเรื่องการแสดงเพื่อไหว้ครูหรือแก้บน
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
องค์ประกอบสำคัญของการแสดงมโนราห์
ผู้แสดง (โนรา): ประกอบด้วยโนราใหญ่หรือนายโรง และโนราลูกคู่ มีการแต่งกายที่จำลองมาจากกินรี ได้แก่ เทริด (สวมหัว), ปีกนก (หางหงส์), เล็บยาว 8 นิ้ว, เครื่องลูกปัด และพัสตราภรณ์
การรำ (ท่ารำ): มีท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า "ท่าแม่บท" เช่น ท่าแม่ลายกนก, ท่าราหูจับจันทร์, ท่ากินนร, ท่าผาลา เน้นความอ่อนช้อยของลำตัว มือ และนิ้ว
การร้องและการดนตรี: ใช้กลอนสดร้องแก้กัน ไหวพริบปฏิภาณสำคัญมาก ดนตรีประกอบมีท่วงทำนองรวดเร็วเร้าใจ ประกอบด้วย ทับคู่, กลอง, โหม่ง, ปี่นอก/ปี่ใน และฉิ่ง
โรงโนรา (สถานที่): เดิมมักเป็นโรงชั่วคราวสร้างด้วยไม้ไผ่ มุงจากหรือใบมะพร้าว
ศิลปะความเชื่อ: การแสดงมโนราห์มักเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม เช่น พิธีโนราโรงครู เพื่อบูชาบรรพบุรุษและความเป็นสิริมงคล
โนราได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี พ.ศ. 2564

เครื่องดนตรีประกอบการแสดงมโนราห์
เครื่องดนตรีมโนราห์มีมาแต่ดั้งเดิมมี๖ชนิด มีดังนี้
๑) แตระหรือแกะ เป็นเครื่องตีเคาะให้จังหวะทำด้วยไม้ไผ่ส่วนโคนผ่าเหล่าอย่างไม้ฟากขนาดราว๑x๑๐นิ้ว ใช้เป็นคู่โดยเคาะเป็นจังหวะอย่างเดียวกับกรับมโนราห์คณะหนึ่งจะมีแตระกี่คู่ก็ได้
แตระมีความสำคัญ ๒ ประการ ประการที่หนึ่งมโนราห์ถือเป็นครูของดนตรีมโนราห์เพราะใช้ในเวลาทำพิธีสอดเครื่องมโนราห์อีกประการหนึ่งแตระเป็นดนตรีหลักในการกำกับจังหวะในการขับร้องบทกลอน
๒) ทับ เป็นเครื่องตีกำกับจังหวะและทำนองมี๒ลูก ลูกเสียงแหลมเรียก หน่วยฉับ ลูกเสียงทุ้มเรียก หน่วยเทิง แต่เดิมทับแต่ละลูกจะใช้ลูกคู่ตีลูกละคนแล้ต่อมานำมาผูกไขว้กันใช้ลูกคู่ตีคนเดียวดังกล่าวมาแล้ว ทับแต่ละลูกตีให้เกิดเสียงต่างกันได้ถึง6เสียง คือ ตึ้ง ทีด ทึง เทิง ฉับ ฉั้ม
ทับมีความสำคัญยิ่งกับมโนราห์เพราะเป็นตัวควบคุมจังหวะกำกับบทบาทลีลา ทำนองการรำและการขับร้องบทกลอน การเปลี่ยนแปลงการรำและการขับกลอนของมโนราห์ทับจะต้องเปลี่ยนตามท่วงทีและกลมกลืน มีกระบวนการรำและขับร้องบางชุดที่แสดงถึงบทบาทและความสำคัญของทับคือ ทำบทเพลงทับ
๓) กลอง เป็นเครื่องกำกับจังหวะที่คอยรับและขัดจังหะที่เรียกว่าขัดลูกกลอง มโนราห์คณะหนึ่งจะมี กลอง๑ลูก บทบาทของกลองนอกจากใช้บรรเลงประกอบการแสดงแล้วยังใช้เป็นเครื่องให้สัญญาณในขณะเดินทางเพื่อบอกให้ชาวบ้านทราบว่ามโนราห์เดินทางผ่านมาเผื่อจะมีใครเรียกหารับไปแสดงและตีคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามรายทางที่เดินผ่าน
๔) โหม่ง เป็นเครื่องกำกับจังหวะมี๒ลูกลูกเสียงแหลมเรียก หน่วยจี้ ลุกเสียงทุ้มเรียก หน่วยทุ้ม โหม่งสมัยก่อนทำด้วยไม้แก่นเรียกว่า โหม่งฟาก ต่อมาใช้เหล็กกระทุ้งให้เป็นปุ่มต่อมาพัฒนาการหลังสุดหล่อด้วยทองเหลือง เรียกว่า โหม่งหล่อ โหม่งใช้ประกอบเสียงขับร้องให้ไพเราะโดยให้เสียงผู้ร้องกลมกลืนกับเสียงโหม่งมีใยเสียงหวน กันวาน ชวนฟัง เรียกว่า เสียงเข้าโหม่ง
๕) ฉิ่ง เป็นเครื่องกำกับจังหะใช้คู่กับโหม่งโดยมุมสุดของรางโหม่งจะผูกฉิ่งฝาหนึ่งไว้เวลาลูกคู่ตีโหม่งจะใช้มือข้างหนึ่งตีฉิ่งควบคู่ไปด้วย
๖) ปี่ มโนราห์ใช้ปี่นอกหรือปี่ใน ปี่ใช้เป่าเดินทำนองทำให้การบรรเลงดนตรีมีความไพเราะและใช้บรรเลง เป็นหลักเช่นรำเพลงปี่ หรือ รำยั่วปี่ ปี่อาจถือเป็นเพียงดนตรีประกอบ ถ้าขาดปี่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการแสดงมโนราห์แต่จะทำให้ขาดบรรยากาศความครึกครื้นไปเท่านั้น
ในช่วงหลังที่การละเล่นใหม่ๆเข้ามาสู่ภาคใต้โดยเฉพาะดนตรีลูกทุ่งดนตรีมโนราห์ก็ได้คลี่คลายเปลี่ยนแปลง ไปบ้างเป็นต้นว่าหลายคณะเลิกใช้แตระเลิกใช้กลองแบบเดิมแต่ไปใช่กลองชุดแทน นำซอด้วง กีต้าร์และเครื่องดนตรีสากลอื่นๆบางชิ้นเข้ามาประสม
เครื่องดนตรีประกอบการแสดงมโนราห์

เครื่องแต่งตัวมโนราห์และการแต่งตัว
๑.เครื่องแต่งตัว ของแต่งตัวมโนราห์ที่พัฒนาจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีดังนี้
๑.๑เทริด เป็นเครื่องประดับศีรษะ ลักษณะคล้ายมงกุฎยอดเตี้ย โครงสานด้วยไม้ไผ่บางคนถือเคล็ดว่าไม้ไผ่ ที่จะทำเทริดจะตัดเอาลำกลางกอโดยตัดในคืนเป็นจันทร์(จันทรุปราคา) เพดารเทริดใช้ไม้ทองหลาง ยอดและหูเทริด ใช้ไม้รักหรือไม้ยอ ลงน้ำทอง ตกแต่งด้วยใบกระจังตกแต่งด้วยลายต่างๆ ตรงฐานยอดจะพันสายสิญจน์ สมัยก่อนมโนราห์คณะหนึ่งๆมักจะมีเทริดเพียงยอดเดียว
๑.๒เครื่องลูกปัด เป็นเครื่องแต่งตัวร้อยจากลูกปัดเป็นลวดลายต่างๆใช้ตกแต่งลำตัวประกอบด้วยดังนี้
๑)พาดบ่าหรือบ่า เป็นแผงลูกปัดสามเหลี่ยม มี๒ชิ้นสำหรับพาดบนบ่าข้างละชิ้น
๒)รอบดอก พานโครงหรือรัดอก เป็นแผงลูกปัดรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดร้อยเป็นแผงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
๓)ปิ้งคอ ร้อยด้วยลูกปัดเป็นชิ้นเล็กใช้สำหรับปิดลำคอ หน้า-หลังมี๒ชิ้น
๔)หางหงส์ นิยมทำด้วยเขาควาย,ไม้หรือพลาสติกรูปคล้ายปีกนก ๑คู่มีซ้าย-ขวาประกบกันปลายปีกเชิดงอนขึ้นและผูกรวมกันมีพู่สีต่างๆรูปวงกลม
๕)สายสังวาล เป็นสร้อยลูกปัด๒เส้นใช้คล้องเฉียงบนบ่าพาดตัดตรงกลางอก
๖)สร้อยคอ เป็นสร้อยลูกปัดร้อยเป็นแถบเมื่อคล้องคอจะห้อยลงระดับอก
๗)สนับเพลาหรือกางเกง สำหรับสวม ปลายขาใช้ลูกปัดร้อยทาบเป็นลวดลาย
๘)ผ้านุ่ง เป็นผ้ายาวนุ่งทับชายแล้วรั้งไปเหน็บไว้ข้างหลัง ปล่อยชายให้ห้อยลงเช่นเดียวกับหางกระเบนเรียกปลายชายนี้ว่า หางหงส์และรัดรูปแน่นกว่าโจมกระเบน
๙)หน้าผ้า มีลักษณะเดียวกับชายไหวทำด้วยผ้าแล้วร้อยด้วยลูกปัดทาบเป็นลวดลาย ใช้จำนน ๓ ผืน
๑๐)ผ้าห้อย คือผ้าสีต่างๆที่ใช้ห้อยคล้ายชายแครงโดยจะเหน็บห้อยทั้งด้านซ้าย-ขวา
๑๑)เล็บ เป็นเครื่องสวมนิ้วมือให้โค้งสวยงามคล้ายเล็บนางกินรีนิยมทำด้วยทองหรือเงิน มีลูกปัดร้อยปลายนิยมใส่๔เล็บยกเว้นหัวนิ้วมือ
๑๒)กำไล ทำด้วยทองเหลืองเป็นวงกลมใช้สำหรับสวมข้อมือซ้าย-ขวา
๑๓)ปีกนกแอน ทำด้วยเงินคล้ายนกนางแอนกางปีกใช้เฉพาะโนราใหญ่ติดกับสายสังวาลด้านซ้าย-ขวา
๑๔)ประจำยามใช้สำหรับทาบติดสายสังวาลด้านหลังตรงกลางโดยมี๘แฉก
๑๕)ทับทรวง สำหรับสวมห้อยตรงกลางอกบนสายคอสลักเป็นลวดลาย
๑๖)กำไลต้นแขน,กำไลปลายแขน ใช้เพื่อขบรัดกล้ามเนื้อให้ดูทะมัดทะแมงและเพิ่มให้สง่าแลดูสวยงามยิ่งขึ้น นิยมทำมาจากแผ่นเงิน
๑๗)ปั้นเหน่ง ใช้สำหรับสวมรัดบริเวณสะเอวเพื่อปิดรัดบริเวณด้านบนของหน้าผ้า
๑.๓ เครื่องแต่งพอก สำหรับการแต่งตัวเฉพาะมโนราห์ใหญ่นิยมแต่งกันในโรงครูใหญ่ส่วนมากในพิธีกรรมการตัดจุก ผูกผ้า ครอบเทริดมโนราห์เพื่อการเป็นราชครูใหญ่
๑) พอก ทำด้วยผ้าดิบสีขาวพับไป-มาจนครบ๙ชั้นสำหรับใส่ดอกไม้ หมากพลู เทียน เหรียญ๑บาท๑เหรียญโดยจะใส่ทุกชั้น
๒) ผ้างวงช้าง ทำด้วยผ้าขาวม้าโดยม้วยทั้งซ้าย-ขวามาประกอบกัน
๓) ลูกพอก ทำด้วยผ้าเช็ดหน้า๑ผืนม้วนประกอบกันแล้วผูกหัว-ท้าย
๔) ผ้าแต่งพอก คือผ้ายาว๑ผืนแล้วมาพับจีบด้านหน้า
๒.การแต่งตัว เดิมเครื่องแต่งตัวมโนราห์มีไม่มากอย่างปัจจุบัน จากคำบอกเล่าของมโนราห์เก่าๆและภาพถ่ายที่หลงเหลือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๕ มโนราห์ยังไม่สวมเสื้อเครื่องแต่ง ตัวมีเทริด สายสังวาล สายคอ ทับทรวง ปีกนกแอ่น ปั้นเหน่ง เหน็บเพลา ผ้านุ่ง หน้าผ้า ผ้าห้อยหน้าและกำไลมือ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่๖ได้มีกำไลต้นแขน กำไลปลายแขนเพิ่มมา จากนั้นมามโนราห์ก็มีการปรับเปลี่ยนการแต่งตัวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
การแต่งตัวที่เรียกว่า การแต่งพอก ก็แต่งเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแต่เพียงเพิ่มเติมบางส่วนในขั้นตอน ดังนี้
๑) เมื่อนุ่งผ้าเสร็จจะเอา ผ้าพอก โอบทับสะเอว โดยผูกให้กระชับ
๒) นุ่งผ้าแต่งพอกทับผ้าผ้าพอ จะนุ่งให้พกอยู่ด้านหลังแล้วจับพับกลีบด้านหน้าคล้ายพับผ้าหน้านาง
๓) หลังจากนั้นคาดผ้าห้อยแล้วเอางวงช้ามาใส่ทับแล้วรัดปั้นเหน่งทับ
๔) ใช้ผ้าเช็ดหน้าพับแล้วผูกเหมือนห่อของ เรียกว่า ลูกพอกแล้วนำไปแขนไว้ข้างสะเอว
มโนราห์งามอย่างไร
มโนราห์ที่ว่างามต้องประกอบไปด้วย๕งาม คืองามรูป งามรำ งามร้อง งามเครื่องแต่งกายและงามความหมายหรือเนื้อหาสาระ เป็นความรู้ที่รับรู้ได้ด้วยตาเห็น หูฟังและความงามที่รับรู้เห็นคุณค่าที่เลยตาเห็น ดังต่อไปนี้
๑) งามรูป หมายถึง ความงามของลักษณะรูปร่าง หน้าตา ศีรษะ บุคลิกต่างๆของผู้รำ มีความสมส่วน สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เหมาะสมที่จะเป็นผู้รำมโนราห์เพียงใด
๒) งามรำ หมายถึง งามท่ารำ รำได้สวย ลีลาเคลื่อนไหวถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งแยกได้ดังนี้
๒.๑ รำถูกต้อง คือรำรำถูกต้องตามแบบฉบับหรือส่อแววให้เห็นตามแบบฉบับของท่าเบื้องต้นหรือตามแบบฉบับของครูมโนราห์สายนั้นๆและถูกต้องตามแบบของครูมโนราห์ที่รับการถ่ายทอดกันมาซึ่งนาฏลักษณ์เฉพาะของมโนราห์สายนั้นๆ ถือเป็นจุดเด่นของแต่ละบุคคลหรือของแต่ละคณะศิษย์รุ่นหลัง รุ่นลูก หลาน โหลน เหลน ควรรักษาและตระหนักไว้สืบทอดต่อๆกันมา
๒.๒ รำถูกท่า หมายถึง การตีท่าประกอบบทร้องได้ถูกต้องและเหมาะสม ท่าต่างๆในบทครูสอน,สอนรำ,และบทปฐม ควรจะถูกต้องตามตำแหน่งระดับในบทร้องหรือการตีท่าประกอบในการรำตีบทหรือรำทำบทก็ควรจะเป็นท่าหรือลีลาที่แกะเก็บมาจากท่าพื้นฐาน
๒.๓ รำถูกธรรม หมายถึง การรำถูกต้องตามธรรมชาติการเคลื่อนไหวของมนุษย์ดังคำโบราณที่ครูสอนว่า ก้าวเท้าซ้ายให้รำมือขวา ก้าวเท้าขวาซัดท่ารำมือซ้าย
๒.๔ ท่ารำเป็นเอกภาพ หมายถึงเป็นหนึ่งเดียวเป็นลักษณะเดียวกัน ถ้ารำคนเดียว ท่ารำเดียวกัน เมื่อรำต่างเวลากัน ต้องเหมือนกันระดับเดียวกันเช่นท่ายกขาหรือท่ายกวงแขนท่าเดียวกันจะยกกี่ครั้งก็ควรจะเหมือนกันอยู่ระดับเดียวกันทุกครั้ง
๒.๕ ท่ารำมีความกลมกลืน หมายถึง ท่ารำโดยเฉพาะท่าเคลื่อนไหวหรือท่าเชื่อมที่เอามาเชื่อมท่าต่างๆท่าจะต้องเข้ากันได้เกิดความกลมกลืนของท่ารำเช่นการสอดสร้อยก่อนขึ้นท่าใหม่
๒.๖ ความงามที่เกิดจากความขัดแย้งของท่ารำ ถือเป็นความงามอย่างหนึ่งถึงต้องขัดแย้งกัน ๒๐เปอร์เซ็นต์ต่อ๘๐เปอร์เซ็นต์เช่นท่ารำส่วนใหญ่เน้นการรำท่านิ่มนวลเป็นหลักแต่ควรมีท่าแข็งแกร่งหรือท่าหยาบบ้างประสมอยู่ประมาณ๒๐เปอร์เซ็นต์
๒.๗ ความงามที่เกิดจากความหลากหลายในลีลาท่ารำ ความหลากหลายถือเป็นความงามหนึ่งด้วยเช่นการรำตีบทจะต้องเหมาะสมกับบทร้องที่ดีด้วยหรือการรำผสมท่าไม่ใช่รำท่าเดียวซ้ำๆจนดูน่าเบื่อแต่จะต้องมีลีลาหลากหลายในจังหวะเดียวกัน แต่ต้องสอดใส่อย่างฉลาดและท่าที่เหมาะสมกับจังหะลีลาด้วย
๓) งามร้อง หมายถึง ความงามของเสียงขับ เสียงร้อง เสียงพูด เสียงจังหวะทำนองดนตรีประกอบการรำตลอดถึงกลอนที่เอามารำทำบทต่างๆโดยเปล่งคำร้องตามจังหวะดนตรี
๔) งามเครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายมโนราห์ตามตำนานบอกว่าเป็นเครื่องทรงของกษัตริย์โบราณ จนพัฒนามาเป็นเครื่องลูกปัดจนในสมัยปัจจุบัน
เครื่องแต่งกายมโนราห์เป็นตัวช่วยให้ผู้ชมเกิดความประทับใจเบื้องต้นแต่ต้องมีความพอดีและเหมาะสม ถูกต้องตามแบบฉบับมโนราห์ไม่ควรแต่งจนเกินไปจนทำให้การแต่งกายเกิดความข่มความเด่นของท่ารำมโนราห์
๕)งามคำประพันธ์ หมายถึงคำประพันธ์ถูกต้องตามฉันท์ลักษณ์ของบทกลอนนั้นๆเพื่อให้เกิดคุณค่าในเรื่องของเนื้อหาสาระ การสื่อความหมายชัดเจน หลากหลายมุมมอง มีคติเตือนใจ สอดแทรกคำสอน ให้คามบันเทิง ตลกขบขันและมีคามฉลาดในการเลือกสรรมาใช้ประกอบการรำที่เข้ากับบุคลิกของผู้รำ

ไหว้ครูมโนราห์หรือมโนราห์โรงครู (แบบจังหวัดสุราษฎร์ธานี)
มโนราห์โรงครู หมายถึง การแสดงมโนราห์เพื่อประกอบพิธีกรรมเชิญครู หรือบรรพบุรุษมโนราห์มายังโรงพิธีเพื่อรับการเซ่นไหว้ การแก้บนและเพื่อครอบเทริดผูกผ้าใหญ่แกศิษย์มโนราห์รุ่นใหม่ การเชื้อเชิญครุเข้ามาทรงหรือมา “ลง” ยังโรงพิธีจึงเรียกพิธีกรรมนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “ลงครูหรือทรงครูหมอ” มีการจัดขึ้นตามที่บรรพบุรุษสืบทอดมา นิยมจัดเดือนอ้ายถึงเดือน๙
วัตถุประสงค์ของการทำพิธีมโนราห์โรงครู
๑.เพื่อประกอบพิธีไหว้ครูหรือตายามโนราห์ เป็นการแสดงความกตเวทิตาต่อครู
๒.เพื่อประกอบพิธีแก้บนหรือแก้เหมย
๓.เพื่อถวายเครื่องเซ่นสังเวยแก่บรรพบุรุษมโนราห์
๒. การจัดพิธีโรงครูมโนราห์มี ๓ รูปแบบ
๑.โรงครูใหญ่ หมายถึง การจัดพิธีมโนราห์โรงครูอย่างเต็มรูปแบบโดยใช้เวลา๓วัน ขึ้นไปเริ่มตั้งแต่วันพุธตอนเย็น
๒.โรงค้ำครู หมายถึง การจัดพิธีย่อจากโรงครูใหญ่ใช้เวลาเพียง๑คืน๑วันโดยส่วยใหญ่นิยมเริ่มวันพุธและไปสิ้นสุดันพฤหัสบดีตอนเย็น
๓.โรงตัดเหมย หมายถึง การจัดพิธีย่อจากโรงค้ำครูใช้เลาเพียง๑คืนนิยมวันพฤหัสบดีหรือันเสาร์ ส่วนใหญ่จะเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานีและบริเวณใกล้เคียงที่ยังนิยมจัด
๓ เครื่องบูชาในพิธี (แบบบ้านปากลัด อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
๑.เครื่องบูชาบนศาลหรือพาลัยทิศตะวันออก มีดังนี้
*ศาลหรือพาไลโรงครู*
*ส่วนของหน้าศาลหรือพาไล
ผังเครื่องเซ่นฝั่งออกโรงครูแบบสุราษฎร์ธานี
ที่มา: มโนราห์ชานนท์ เสือรามจันทร์ (นายชานนท์ ปรีชาชาญ), ๒๕๖๒
๒.เครื่องบูชาบนศาลหรือพาลัยทิศตะวันตก มีดังนี้
*ศาลหรือพาไลตก*
*หน้าศาลหรือพาไลตก* โรงลักษณะแบบเพิงหมาแหงน
ผังเครื่องเซ่นฝั่งตกโรงครูแบบสุราษฎร์ธานี
๑.หมอนครู หน้าหมอนวางหน้าพรานหรือหน้าทาสี เหนือหมอนครูใช้ผ้าขาวผูกเป็นเพดารใส่เทียน๑เล่ม ดอกไม้ หมากพลู เงินบาทอย่างละ๙ข้าวตอกและบนหมอนวางเทียนรายบนกาบกล้วยหรือไม้๙เล่ม หมากพลู ดอกไม้ เงินบาทอย่างละ๙แล้โปรยด้วยข้าวตอก
หมอนครู
๒.ข้าว๑๒ถ้วย มีถ้วย๑๒ลูกอยู่ในถาดเดียวกันโดยจะใส่อาหารคาวหวาน๑๒สิ่ง
๓.ข้าว๙ถ้วย มีถ้วย๙ลูกอยู่ในถาดเดียวกันโดยจะใส่อาหารคาวหวาน๙อย่าง
ข้าว๑๒ถ้วย
๔.สุรา นิยมใช้เหล้าขาว
๕.ไก่ต้ม หัวหมู เป็ด ต้องต้มจนสุก
๖.ผ้าคู่-ชายหญิง ฝ่ายชายส่วนใหญ่นิยมผ้ายาวไม่มีลายและผ้าขาวม้าพาดบ่า ฝ่ายหญิงนิยมผ้ายาวลายดอกและมีผ้าลายลูกไม้พาดบ่า
๗.เครื่องเชี่ยน ไว้สำหรับใส่หมากพลู ปูน หมากยน น้ำ ยาเส้น ใบจากเป็นต้น
เครื่องเชี่ยน
๘.ข้าวต้ม
๙.สอบราด ไว้ใส่ข้าวสาร ดอกไม้ หมากพลู เทียน เงิน ด้ายขาว
สอบราด
๑๐.ข้าวเหนียวจุ่มน้ำผึ้ง
๑๑.เครื่องหอม ประกอบด้วยแป้งจันทร์ น้ำมันมะกอก หวี กระจกเป็นต้น
๑๒.มะพร้าวอ่อน
๑๓.ถ้วยข้าวขวัญ ประกอบด้วยข้าว อาหารคาวหวาน หมากพลูม้วน เงิน ทอง เทียน ด้ายแดงด้ายขาว มะพร้าวปาด แล้วครอบด้วยกรวยใบตอง
ถ้วยข้าวขวัญ
๑๔.ไข่ไก่ต้มสุก ใส่ถ้วยละ3ฟอง
๑๕.ขนมโคคนมะมะพร้าว
๑๖.ขนมโคลูกใหญ่หรือเรียกว่าขนมโคหัวล้าน
๑๗.หมากยน
๑๘.ผลไม้ เช่น กล้วย อ้อย ส้มเป็นต้น
๑๙.หมับพองลา ใส่พองลา หมากพลู๑คำ ด้ายพันแล้วครอบด้วยกรวยใบตอง
หมับพองลา
๒๐.ต้นบายศรีหรือต้นพรับแพรว ให้สำหรับบูชาเทพเทวดาและสิงศักดิ์สิทธิ์
ต้นบายศรี
ต้นพรับแพรว
๒๑.กากพองลา ทำจากต้นสละไว้ใส่พองลาโดยทำ๑ชั้น,๓ชั้น,๕ชั้น,๗ชั้น,๑๑ชั้น
กากพองลา
๒๒.เทียนชัย จะมีเทียนเล่นใหญ่แล้วใสข้าวสารรอบๆพันด้วยด้ายขาวด้าวแดงใส่ดอกไม้ หมากพลู เหรียญบาทอย่างละ๓
เทียนชัย
๒๓.ชุดแต่งมโนราห์ จะมีลำต้นกล้วย๑ท่อนสำหรับแขวนชุดมโนราห์และเทริด
ชุดแต่งมโนราห์
๒๔.หมูสด๑ตัว
๒๕.เตาไฟทำแกงไก่คั่ว
๒๖.หุงข้าว โดยใช้วิธีการหลามเช่นเดียวกับข้าวหลาม
๔ ขั้นตอนการเข้าโรงครูตัดเหมย
๑)รับขันหมาก เป็นพิธีการรับมโนราห์เข้าบ้านโดยในขันหมากจะมีหมากพลูดอกไม้เทียนเงินเป็นต้น
๒)ทำพิธีขอที่ เป็นพิธีการที่จัดดอกไม้ ธูป เทียนบอกกล่าวแก่เจ้าที่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันจะได้ไม่เป็นการล่วงเกินลบหลู่แก่เจ้าของสถานที่
๓)มโนราห์ใหญ่ทำพิธีเบิกโรง โดยนำเอาเครื่องดนตรี ประกอบด้วยกลอง ทับ โหม่งมาวางกลางโรงแล้วจัดวางกำไลหมากพลูดอกไม้ เล็บ เทียน บนกลองและทับแล้วตั้งนะโมกล่าวบูชาพระรัตนตรัย กล่าชุมนุมเทวดา กล่าวชุมนุมครู
๔)ลูกคู่ลงโรง โดยการประโคมดนตรีและกาศครูหรือเชิญครูมาชุมนุม
๕)มโนราห์ใหญ่นำศิษย์และผู้มีเชื้อสายมโนราห์มากราบครู
๖)รำถวายครูเป็นการรำเรียกว่า “รำ๑๒คำพลัด๑๒บท”
๗)ร้องตั้งบ้านตั้งเมืองแล้วรำจับบทออกพราน
๘)พิธีกรรมเชื้อทรงครูเพื่อได้พูดคุยกับลูกหลาน
๙)พิธีกรรมเซ่นข้าวเซ่นของและตัดเหมยบน
ะ๑๐)พิธีกรรมการส่งครูและเลิกโรง

อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของมโนราห์
นอกจากเครื่องดนตรีละเครื่องแต่งกายแล้วมโนราห์ยังมีเครื่องใช้ต่างๆที่ใช้ประกอบการแสดงหลายอย่างดังนี้
๑)หน้าพราน หน้าทาสี ใช้ไม้แกะเป็นใบหน้า ไม่มีส่วนที่เป็นคาง เจาะรูตรงที่เป็นส่วนตาและทำให้ผู้สวมมองเห็นและหายใจได้ หน้าพรานจะทาสีแดง(แทนผู้ชาย) หน้าทาสีจะทาสีขาว(แทนผู้หญิง)
๒)พระขรรค์ เป็นเครื่องใช้ของมโนราห์ใหญ่ ใช้ตอน จับบท ตัดจุก ตัดจากหลังคา ตัดเหมย พิธีส่งครูเป็นต้น พระขรรค์อาจทำด้วยโลหะหรือทำด้วยไม้ที่เป็นมงคลเช่นไม้ชัยพฤกษ์ ไม้ขนุน เป็นต้น
๓)ไม้หวายเฆี่ยนพราย เป็นเครื่องใช้ของมโนราห์ใหญ่ใช้ตอนรำเฆี่ยนพรายในการประชันเชื่อว่าถ้าใช้ตีคนจะทำให้ผู้ถูกตีเป็นบ้าหรือหาความเจริญไม่ได้ ไม้หวายเฆี่ยนพรายทำจากหายหัวเดียว(ขึ้นต้นเดียว)โดยถอนให้ติดทั้งรากนำมาตัดปลายแต่งส่วนโคนให้สวยงามพร้อมลงอักขระปลุกเสกแล้วจะเก็บไว้ที่สูง
๔)หม้อน้ำมนต์ จะมีน้ำมนต์ที่ปลุกเสกโดยหมอประกบโรงหรือนายโรงเพื่อไว้ประพรมไล่ผีและสิ่งไม่ดี
๕)ธนู ใช้เป็นอาวุธสำหรับตอนออกพรานตอนพระสุธน จับนางมโนราห์หรือตอนทำพิธีคล้องหงส์ ธนูที่ใช้เป็น “ธนูคัน”
๖)ไม้เท้าครู ใช้สำหรับตอนออกบทพระฤๅษีทำจากไม้ปังยายา
๗)ดาบครู ใช้สำหรับกันโรงในทางฝั่งสุราษฏร์ธานีธานี
๘)แซง หรือ กระแซง เป็นเครื่องกันแดดฝนทำด้วยใบชิงเย็บเป็นแผง
๙)หอก มีทั้งหมด๗เล่มใช้ตอนพิธีแทงเข้ในบทนายไกร
๑๐)มีดครู ขรรค์ เป็นเครื่องใช้ของมโนราห์ใหญ่ ใช้ตอน “ตัดจากหลังคา ตัดเหมย”
๑๑)ซุ้ม เป็นอุปกรณ์สำหรับใส่เทริดสมัยทำด้วยไม้ไผ่สานปัจจุบันทำด้วยสังกะสี
กระบวนการรำมโนราห์
กระบวนการรำมโนราห์
๑)ลักษณะการของมโนราห์มีลักษณะดังนี้
๑. การรำ โนราแต่ละตัวต้องรำอวดความชำนาญ และความสามารถเฉพาะตน โดยการรำผสมท่าต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องกลมกลืน แต่ละท่ามีความถูกต้อง ตามแบบฉบับ มีความคล่องแคล่วชำนาญที่จะเปลี่ยนลีลา ให้เข้ากับจังหวะดนตรี และต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อย
๒. การร้อง โนราแต่ละตัวจะต้องอวดลีลาการร้อง ขับบทกลอนในลักษณะต่างๆ เช่น เสียงไพเราะดังชัดเจน จังหวะการร้องขับถูกต้องเร้าใจ มีปฏิภาณในการคิดกลอน รวดเร็ว ได้เนื้อหาดี สัมผัสดี มีความสามารถในการร้อง โต้ตอบ แก้คำอย่างฉับพลันและคมคาย เป็นต้น
๓. การทำบท เป็นการอวดความสามารถในการ ตีความหมายของบทร้องเป็นท่ารำ ให้คำร้องและท่ารำ สัมพันธ์กัน ต้องตีท่าให้พิสดารหลากหลายและครบถ้วน ตามคำร้องทุกถ้อยคำ ต้องขับบทร้องและตีท่ารำให้ประสม กลมกลืนกับจังหวะและลีลาของดนตรีอย่างสม
๔. การรำเฉพาะอย่าง นอกจากโนราแต่ละคน จะต้องมีความสามารถในการรำ การร้อง และการทำบท ดังกล่าวแล้ว ยังต้องฝึกการรำเฉพาะอย่างให้เกิดความ ชำนาญเป็นพิเศษด้วย ซึ่งการรำเฉพาะอย่างนี้ อาจใช้แสดง เฉพาะ
๕. การเล่นเป็นเรื่อง โดยปกติโนราไม่เน้นการเล่น เป็นเรื่อง แต่ถ้ามีเวลาแสดงมากพอ อาจมีการเล่นเป็นเรื่อง ให้ดูเพื่อความสนุกสนาน โดยเลือกเรื่องที่รู้ดีกันแล้วบางตอน มาแสดง ไม่เน้นการแต่งตัวตามเรื่องแต่จะเน้นการตลก และการขับบทกลอนแบบโนราให้ได้เนื้อหาตามท้องเรื่อง
รำมโนราห์โดยมโนราห์ชานนท์ เสือรามจันทร์
ที่มา: มโนราห์ชานนท์ เสือรามจันทร์ (นายชานนท์ ปรีชาชาญ), ๒๕๖๒
๒)กระบวนท่ารำมโนราห์
บทครูสอน
ครูเอ๋ยครูสอน เสดื้องกรต่อง่า
ครูสอนเขียนหนังสือ หารือครูสอนรำมโนราห์
ครูสอนให้ผูกผ้า สอนข้าให้ทรงกำไล
สอนครอบเทรดน้อย แล้วจับสร้อยพวงมาลัย
สอนทรงกำไล สอดใส่ซ้ายใส่ขวา
เสดื้องเยื้องข้างซ้าย ตีค่าได้ห้าพารา
เสดื้องเยื้องข้างขวา ตีค่าได้ห้าตำลึงทอง
ตีนถีบพนัก ส่วนมือชักเอาแสงทอง
หาไหนให้ได้เสมือนน้อง ทำนองพระเทวดา
บทสอนรำ
สอนเอ๋ยสอนรำ ครูให้ข้ารำเทียมบ่า
ปลดปลงลงมา ครูข้าให้รำเทียมพก
วาดไว้ฝ่ายอก ให้ยกเป็นแพนๆผาหลา
ยกขึ้นเสมอหน้า เรียกช่อระย้าพวงดอกไม้
ปลดปลงลงมาใต้ ครูให้ข้ารำโคมเวียน
รำกนกรูปวาด วาดไว้ให้เหมือนรูปเขียน
รำท่ากนกโคมเวียน รำท่ากระเชียนปาดตาล
ตัวฉันนี้เสวยนุช พระพุทธเจ้าห้ามมาร
ฉันนี้นางนงคราญ พระรามจะข้ามสมุทร
รำเล่นให้สูงสุด รำท่าพญาครุฑมันร่อนมา
ครุฑเหลียวไปเห็นนาค ครุฑเหอมันราปีกถ้า
รำท่าพญาครุฑ ลงยุดเอานาคนาคนาคา
ครุฑเฉียวเอานาคได้ พาร่อนสู่ด้าวเวหา
รำท่าหนุมาน ทะยานไปเผากรุงลงกา
รำท่าท้าวเทวา ขี่แต่ม้าแต่ม้าชักรถ
รำท่านางมัทรี จรลีเข้าเขาวงกต
รำท่าพระฤๅษีดาบส ลีลาจะเข้าเข้าพระอาศรม
สี่มุมยอดปราสาท วาดไว้ให้เป็นเหมือนหน้าพรหม
ฉันนี่แหละเอวกลม เรียกองค์นารายณ์นารายณ์น้าวศร
ฉันนี่แหละบวร พระรามจะวางวางศรไป
ศรออกจากแหลง ศรมันต้องไปต้องเขาใหญ่
รำท่าครู ๑๒ ท่า
การรำท่าครู เป็นกระบวนการรำประกอบดนตรีที่ไม่มีบทร้อง ประกอบด้วยท่ารำ๑๒ท่า การรำท่าครูมุ่งเน้นการยืนรำอยู่กับที่อย่างมีความสมดุล มีสมาธิ โดยการยืนด้วยเท้าข้าใดข้างหนึ่ง ขณะที่เท้าอีกข้างยกไว้ข้างหน้ามีการเรียงร้อยกันอย่างกลมกลืน จนครบ๑๒ท่าดังนี้
ท่าที่๑ เทพนม
ท่าที่๒ เทพนม
ท่าที่๓ จีบเพียงไหล
ท่าที่๔ จีบเพียงไหล
ท่าที่๕ จีบหลัง
ท่าที่๖ จีบหลัง
ท่าที่๗ จีบคว่ำเสมอไหล่
ท่าที่๘ จีบคว่ำเสมอไหล่
ท่าที่๙ ตั้งวงล่าง
ท่าที่๑๐ ตั้งวงบน
ท่าที่๑๑ ยูงฟ้อนหาง
ท่าที่๑๒ ตั้งวงหน้า

การรำคล้องหงส์
เป็นการรำชุดหนึ่งที่ใช้รำเฉพาะในโรงครูและจะขาดไม่ได้โดยเด็ดขาดหากเป็นพิธีกรรมโรงครูเพื่อครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่ เพราะหากขาดการรำคล้องหงส์ในพิธีต่างๆก็เชื่อว่าพิธีกรรมนั้นไม่มีความสมบรูณ์และในอีกทางมีการกล่าวว่าเป็นการระลึกถึงนางนวลทองสำลีเมื่อครั้งที่ถูกทหารของพระยาสายฟ้าฟาดคล้องเอาตัวมาในเมือง
การรำคล้องหงส์จะใช้ผู้รำเฉพาะที่เป็นมโนราห์ผู้ชายจำนน๗คน โดยผู้เป็นมโนราห์ใหญ่รับบทบาทเป็นพญาหงส์และมโนราห์ที่เหลืออีก๖คนรับบทบาทเป็นหงส์บริวารแต่หากถ้าใช้ในพิธีกรรมโรงครูครอบเทริดผูกผ้าใหญ่ ก็จะกำหนดผู้เข้ารับการประกอบพิธีเป็นพญาหงส์แทนมโนราห์ใหญ่และเรื่องที่เอามาแสดงในตอนรำคล้องหงส์ส่วนใหญ่นำเรื่องพระสุธน-จับนางมโนราห์ ตอนพรานบุญจับนางกินรีขณะตอนล่งเล่นน้ำสระอโนดาต
ในการได้สมมุติเอาท้องโรงครูเป็นสระอโนดาต โดยนำผ้าขาว๔ผืนผูกไว้กับหลังคาปล่อยชายให้ห้อยลงมาและมีผู้ยืนจับชายผ้าไว้๔ผืนโดยสมมุติเป็นเสาหรือต้นไม้๔มุมสระ โดยมโนราห์ใหญ่นำคนอื่นๆออกเดินเวียนรอบผู้ที่จับชายผ้าโดยเดินเป็นรูป “ยันต์เต่าเลื่อน” จากนั้นจึงรำในลีลาของบททำนองพญาหงส์จบแล้วลงเล่นน้ำ ขณะนั้นนายพรานก็ค่อยๆด้อมๆมองๆและเมื่อได้โอกาสนายพรานก็จู่โจมเข้ากินรี ทั้งหมดวิ่งวนเสาเป็นรูปยันต์เต่าเลือนอีกครั้งหนึ่งจึงแยกกันแอบหลังเสา
จากนั้นจึงเริ่มรำทีละคนจากผู้เป็นพี่สาวคนโตเรื่อยๆไปจนถึงนางมโนราห์ขณะรำเมื่อนายพรานเข้าไปจับกินรี กินรีจะทำท่าทางต่อสู้และวิ่งหนีไปตามเสาเมื่อกินรีถูกนายพรานจับได้ผู้นั้นต้องหมุนเก็บเท้ารอบตัวเองโดยอยู่ในบริเวณสาทั้ง๔ต้นจากนั้นนายพรานก็ได้ทำการแก้มัดเพื่อไปมัดคนอื่นต่อไป
ส่วนผู้ที่นายพรานแก้มัดให้แล้วก็จะถอดเทริดแล้วไปรับน้ำมนต์จากมโนราห์ราชครูหรือจากหมอไสยศาสตร์
หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ศิลปะพื้นบ้านแขนงมโนราห์
กิจกรรรมที่๑๒ การรำแทงเข้
การรำแทงเข้
รำแทงเข้ คือการรำแทงจระเข้เป็นการรำที่ใช้เฉพาะในพิธีกรรมมโนราห์โรงครูเท่านั้นโดยจะรำต่อจากการรำคล้องหงส์ เชื่อว่าเป็นการรำเพื่อระลึกถึงนางนวลทองสำลีตอนเข้าเมืองของพระยาสายฟ้าฟาด พอถึงบริเวณปากแม่น้ำจะเมืองก็มีจระเข้ลอยขวางคลองอยู่ ทางทหารจึงต้องลงมือปราบจระเข้ โดยเรื่องที่ได้นำมาใช้ในการประกอบการแสดงคือเรื่องไกรทองซึ่งทางภาคใต้เรียกว่า บทนายไกร รำแทงเข้ จึงมีเนื้อหาสาระเป็นเรื่องไกรทอง ตอนปราบชาละวัน
รำแทงเข้ประกอบด้วยผู้รำซึ่งเป็นมโนราห์ชาย จำนวน ๗ คน
หมอไสยศาสตร์ ๑ คนโดยผู้รำส่วนใหญ่เป็นมโนราห์ราชครู โดย
รับบทนายไกร (ไกรทอง) และมโนราห์ที่เหลือคนอื่นๆเป็นสหายของนายไกร อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการรำแทงเข้คือ
๑)ตัวจระเข้ทำด้วยต้นกล้วยตานี ๑ ตัวแกะเป็นรูปตัวจระเข้จัดวางไว้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วปักสาเป็น ๔ มุม ขึงสายสิญจน์ไว้โดยรอบเหนือจระเข้และผูกผ้าเพดารและบนเพดารใส่หมากพลู ดอกไม้ และบนหัวจระเข้ได้ตั้งขันครู ส่วนในปากจระเข้ได้ใส่เล็บและเส้นผมหรือเงินเพื่อปัดเป่าและสะเดาะเคราะห์
๒)แพหยวกกล้วย เป็นแพที่ใช้สำหรับยืนรำพุ่งหอกโดยนำหยวกกล้วยตัดเป็นท่อน ๓ ท่อน ยาวขนาด ๑ เมตร แล้วใช้ไม้เสียบเป็นแกนนำมาวางไว้หน้าโรงครูด้านทิศตะวันออก
๓)หอก ๗ เล่ม ใบแหลมคมตีด้วยเหล็กด้ามใส่ไม้
ขั้นตอนการรำแทงเข้
เริ่มจากมโนราห์ใหญ่และมโนราห์อีก ๖ คน นั่งพร้อมกันที่หน้าบายศรีท้องโรง ซึ่งมีหมอไสยศาสตร์นั่งอยู่ จากนั้นจุดเทียน๙เล่มบนหัวหมอนมมโนราห์แล้วขับร้องบทกลอนที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการทำขวัญนายไกรและชื่อคุณลักษณะของหอกทั้ง๗เล่มแล้วมโนราห์ใหญ่แจกหอกให้มโนราห์คนละเล่ม เสร็จแล้วทำพิธีลับหอก (แช่หอก)โดยรวมปลายหอกเข้าด้วยกัน จบพิธีลับหอกแล้วดนตรีบรรเลงเพลงเชิดมโนราห์ใหญ่นำมโนราห์คนอื่นๆออกจากโรงครู โดยออกไปรำบนแพหยวกกล้วยแล้วพุ่งหอกไปที่จระเข้ จากนั้นก็ปฏิบัติตามทำนองเดียวกันจนจบครบทุกคน เสร็จแล้วหมอไสยศาสตร์และมโนราห์ทุกคนออกไปที่จระเข้ใช้เท้าเหยียบจระเข้แล้วกล่าวคำบังสุกุลพร้อมกันจบแล้วมโนราห์ใหญ่ใช้พระขรรค์ปักบนคอจระเข้แล้วถีบให้หงายท้องขึ้นแล้วใช้พร้าสับคอจระเข้จนขาดเป็นอันจบพิธีจากนั้นก็กรวดน้ำ
หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ศิลปะพื้นบ้านแขนงมโนราห์
บทกลอนมโนราห์
ทำนองการขับบทประกอบการรำมโนราห์นับว่ามีความหลากหลายเป็นอย่างมากในบางครั้งทำนองเดียวกันก็อาจเรียกชื่อต่างกันไปตามลักษณะของของรูปแบบคำกลอนโอกาสที่ใช้ทำนอดนตรีตลอดการรับของลูกคู่
๑.ทำนองขับบทปากเปล่ามีลูกคู่รับ เป็นทำนองที่ขับโดยไม่ใช้เครื่องดนตรีเช่น....
รื่นเอยรื่นรื่น ข้าจะไหว้พระนางธรณี(เล่าแหละ)ผึงแผน
ลูกเอาหลังเข้ามาเป็นแท่น รองตีนมนุษย์(เล่าแหละ)ทั้งหลาย
ชั้นกรวดและดินดำ ลูกจะไหว้ชั้นน้ำ(เล่าแหละ)ละอองทราย
นาคเจ้าแล้วรือสาย ขานให้โนเน(เล่าแหละ)โนไน
ขานมาแล้วช้าต้อง ทำนองเหมือนวัว(เล่าแหละ)ชักไถ
เพลงสำลีไม่ลืมใย พี่ไปไม่ลืม(เล่าแหละ)น้องหนา
ลมตั้งเมฆแล้ว ก็พัด(เล่าแหละ)ขึ้นมา
ลมว่าวดารา พัดด้วยลม(เล่าแหละ)สลาตัน
แล่นเรือเถิดเหวยน้อง กลางคืนมาเป็น(เล่าแหละ)กลางวัน
แล่นออกลึกไม่ถึงฝั่ง เอาเกาะสีชังมา(เล่าแหละ)เป็นเรือน
เพื่อนบ้านเขานับปี นางทองสำลี(เล่าแหละ)นับเดือน
เอาเกาะสีชังมาเป็นเรือน เป็นแท่นที่นอน(เล่าแหละ)น้องหนา
๒.ทำนองขับบทที่มีดนตรีประกอบ เป็นทำนองที่ผู้ขับบทขับประกอบดนตรีโดยไม่มีลูกคู่รับเช่น........
ทำนองกลอนแปดมโนราห์ หรือเรียกว่า“กลอนหนังมโนราห์”ทำนองช้า
ยืนหลังม่านลูกฝากบทให้สดใส มอบดวงใจรักหวงแหนแทนของขวัญ
รอความหวังดังดาลอยคอยนานวัน เพื่อสู่ขวัญเสริมสร้างทางโนราห์
รำโนราห์ให้สดสวยด้วยใจรัก เส้นทางหลักให้งดงามตามวงศา
ด้วยสายเลือดเด่นดังได้ใช้เวลา ลูกนำพาสิ่งที่รักสู่หลักชัย...
(มโนราห์ชานนท์ เสือรามจันทร์)
๓.ทำนองขับบทที่มีลูกคู่รับและมีดนตรีประกอบ
๓.๑ ทำนองเพลงกราว (กาศครู)
“ค่ำแล้วแก้วพี่ ปานี้ชอบยามพระเวลา
ค่ำแล้วแก้วพี่อา ค่ำเอยลงมาไรไร
มาเราคอยจอคอยจ้อง มาเราค่อยร้องค่อยไป
รักเจ้านวลสลิ้ม คือดังพิมพ์ทองที่หล่อใหม่
เจ้านวลทั้งก้าน สะคราญเจ้านวลทั้งใบ
เจ้านวลจริงๆไม่มีใย ขัดใจไปแล้วน้องหนา
๓.๒ ทำนองร่ายแตระหรือร่ายหน้าเตระหรือหน้าแตระ
“กาศครูเท่านี้แล้ว ผ่องแผ้วบรรเลงเพลงคาถา
ไหว้นวลนางหงส์นางกรุงพาลี ไหว้นางธรณีเมขลา
ไหว้บริถิวท้าวราชา ภูมิมหาลาภมหาชัย
ไห้แม่โภคะวัตดี พระนางธรณีผู้เป็นใหญ่
พระภูมิมหาลาภภูมิมหาชัย คืนนี้ใส่สาโสโมถินา
แลที่ตรงนี้มันโองโถง ลูกขอที่ตั้งโรงรำมโนราห์
๓.๓ทำนองเชื้อหรือเชิญ
“ดึกเอยมันดึกดืน เที่ยงคืนมาแล้วเหงาเงียบ
ผู้คนมาหลับเพรียบ มาเราจะเวเอาตัวเล่น
พ่อเจ้าเปรียบเหมือนรวงข้าว พ่อเจ้าเหมือนนกกระจอกเต้น
คาบรวงรวงเล่นเต้น เต้นเล่นในนาฉาบๆ
นายเหอมาเรือ ลูกจะจอดเรือเทียบหน้าท่า
นายหนามาม้า ลูกจะขี่ไปรับ
ม้าทรงตัวขาว มันทรงแต่เครื่องประดับ
ขี่ม้าออกไปรับ ไปรับราชครูให้เข้ามา”
๓.๔ ทำนองกลอนสี่
“เงียบเสียงเถิดบ่าว ฟังสาวจากถิ่น
ขอแจ้งวาทิน ด้วยสินน้ำใจ
น้องแรกเข้ามา เหมือนผ้าผืนใหม่
จากบ้านมาไกล ไหว้ไปทุกคน”
(มโนราห์ชานนท์ เสือรามจันทร์)
๓.๕ ทำนองกลอนซ้ำหรือกลอนทอย
จะกล่าวกลอนซ้ำจะนำกลอนโยก สะบัดโพกให้พอไหว พอไหว
วันนี้โนราห์ก่อนจะลาไป ฝากมิตรไมให้คิดถึง คิดถึง
นั่งชิดแม่นั่งใกล้ใกล้ ตอนลูกชายร้องรำพึง รำพึง
ฝากใจเอาไว้ติดไว้ตราตรึง แม่คำนึงก็ถามหา ถามหา”
(มโนราห์ชานนท์ เสือรามจันทร์)
๔.ขับบทประกอบการรำ เป็นทำนองการขับบทที่มีดนตรีประกอบและรำมีลูกคู่รับ
๔.๑ ทำนองเพลงกราว
“ครูเอ๋ยครูสอน เสดื้องกรต่อง่า
ครูสอนเขียนหนังสือ หารือครูสอนรำมโนราห์
ครูสอนให้ผูกผ้า สอนข้าให้ทรงกำไล
สอนครอบเทรดน้อย แล้วจับสร้อยพวงมาลัย”
๔.๒ ทำนองเพลงทำบท
“ผันหน้าไปอาคเนย์ แลเห็นทะเลสองห้อง
เป็นตรอกเป็นวาง ภูเขาขางอยู่ปากช่อง
เขาเงินเขาทอง ชะโงง่อนเข้าหากัน
เป็นถ้ำวับเวิง เป็นเชิงเป็นชั้น”
๔.๓ ทำนองเพลงทับเพลงโทน
“เดินทางหว่างถ้ำชมธรรมชาติ ศิลาลาภแลหลากเป็นฉากฉาย
สีเขียวเหลืองเรืองระยับสลับลาย หินแหกหายซับซ้อนเป็นง่อนงาม
บ้างก้อนมีสีขาวดูวาววับ แสงทองทับทางแสงขึ้นแดงหราม
เห็นหินห้อยร้อยระย้าสง่างาม พุดสีครามสวยแรงอย่างแกล้งทำ”
(ยก ชูบัว)
๔.๔ ทำนองรำจับบท เช่น บทดอกจิกดอกจัก.....
“ดอกจิกแล้ดอกจัก ยังเล่าดอกรักดอกเตย
จิกยังรักพี่เหลย ดอกเตยมาชวนชวนพี่ชายร้าง
ดอกพะยอมของน้องแก้ว หอมมาแล้วอยู่รอบข้าง
พี่เก็บมาใส่หลังช้าง ฝากเจ้าเอวบางนางเมืองไกลเหย”
หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ศิลปะพื้นบ้านแขนงมโนราห์
กิจกรรรมที่๑๔ คำศัพท์ทางมโนราห์
คำศัพท์ทางมโนราห์
ภูมิปัญญา
ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ที่นำมาไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาของมนุษย์ หรือ ภูมิปัญญา คือ พื้นความรู้ของปวงชนในสังคมนั้น ๆ และปวงชนในสังคมยอมรับรู้ เชื่อถือ เข้าใจ ร่วมกัน
กาศครู
การระลึกถึงถึงครู และสิ่งศักดิ์ศิษย์ทั้งหลาย
ขับบท
การขับร้องบทกลอนที่มีดนตรีประกอบ
ครูหมอ
สิ่งศักดิ์ศิษย์ที่นับถือเป็นครูบาอาจารย์หรือผู้มีคุณแก่มโนราห์
เครื่องต้น
เครื่องแต่งกายมโนราห์ราชครู
จับบท
การเล่นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาเล่น
ตาเสือ,ลือไท
ผู้ที่ติดตามมโนราห์มาคอยช่วยอำนวยความสะดวกมโนราห์
นกชุมรัง
เวลาที่ใกล้จะมืดลง
นายโรง,โนราใหญ่
หัวหน้าคณะหรือผู้นำประกอบการแสดงพิธีกรรม
ปี่มโนราห์
ปี่กลาง
พาลัย
สำหรับตั้งเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีโรงครู
มบ
การให้เกิดโทษแก่ศัตรู
ยกเครื่อง
การประโคมดนตรีก่อนออกเดินทางไปทำการแสดง
หมอกบโรง
ผู้ทำหน้าที่ไสยศาสตร์ประจำคณะมโนราห์
เหมย
การทำสัญญาในการบนบาน
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ศิลปะพื้นบ้านแขนงมโนราห์ (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ศิลปะพื้นบ้านแขนงมโนราห์
1 มโนราห์เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใด
2 มโนราห์มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องใดมากที่สุด
3 คำว่า “มโนราห์” มีความหมายเกี่ยวข้องกับสิ่งใด
4 มโนราห์มีประวัติความเป็นมาจากอะไร
5 ข้อใดกล่าวถึงองค์ประกอบการแสดงของมโนราห์ได้ถูกต้อง
6 หัวหน้าคณะมโนราห์เรียกว่าอะไร
7 “ลูกคู่” ในคณะมโนราห์มีหน้าที่อะไร
8 หมอกบโรงในคณะมโนราห์มีหน้าที่ใด
9 ไม้หวายเฆี่ยนพรายมีลักษณะสำคัญอย่างไร
10 หม้อน้ำมนต์มีหน้าที่ใด
11 ธนูใช้ในโอกาสใดในการแสดงมโนราห์
12 ไม้เท้าครูใช้ในตอนใดของการแสดง
13 ดาบครูมีหน้าที่สำคัญอย่างไร
14 “แซง” หรือ “กระแซง” ใช้ทำอะไร
15 หอกจำนวน 7 เล่ม ใช้ในพิธีใด
16 “ซุ้ม” ในการแสดงมโนราห์ใช้ทำอะไร
17 มโนราห์ที่ว่างามต้องประกอบด้วยกี่งาม
18 “บทครูสอน” มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร
19 การรำท่าครูมีกี่ท่า
20 ข้อใดเป็นชื่อท่ารำใน “ท่าครู 12 ท่า”
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ