1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนบ้านสามพัน

แหล่งเรียนรู้: ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนบ้านสามพัน

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้มีกิจกรรมการเรียนรู้ในหลักสูตร ซึ่งได้แบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็น จำนวน 5 ฐาน 1. ฐานการเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ 2. ฐานการเรียนรู้การทำดินปลูกชีวภาพ 3. ฐานการเรียนรู้แปลงเกษตรผสมผสาน 4. ฐานการเรียนรู้โคกหนองนาโมเดล 5. ฐานการเรียนรู้การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์

จำนวนชั่วโมงเรียน
1.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนบ้านสามพัน

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

โครงการโคกหนองนาโมเดล ณ บ้านสามพัน ตำบลไทรขึง อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่โดดเด่น ดำเนินการโดยกรมการพัฒนาชุมชน มุ่งแก้ปัญหาความยากจนและสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชา ร่วมกับการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้น: เกิดจากการขับเคลื่อนนโยบาย "หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง" โดยสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอพระแสง ได้คัดเลือกให้บ้านสามพัน เป็นพื้นที่เป้าหมายในการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาความยากจนและวิกฤตเศรษฐกิจการปรับเปลี่ยนพื้นที่: เกษตรกรและแกนนำชุมชนในหมู่บ้าน ได้เข้าร่วมการอบรมและปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำกินเดิม มาสู่การออกแบบเชิงวิศวกรรมภูมิสังคมในรูปแบบ "โคก หนอง นา" โดยจัดสรรพื้นที่สัดส่วน 30:30:30:10 (สระน้ำ, ข้าว, ไม้ผล/พืชผัก, และที่อยู่อาศัย) เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ ลดรายจ่าย และสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

องค์ประกอบและการจัดการพื้นที่พื้นที่โคกหนองนาของบ้านสามพัน
ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศที่มักเป็นที่ราบลุ่มริมคลอง ประกอบด้วย:โคก: การนำดินที่ขุดขึ้นมาทำหนองน้ำ มาถมเป็นเนินสูงสำหรับปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง สร้างที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชสมุนไพรหนอง: ขุดสระน้ำเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง รวมถึงใช้เลี้ยงปลาและปลูกพืชน้ำ เป็นแหล่งโปรตีนและอาหารของคนในครัวเรือนนา: พื้นที่ลุ่มสำหรับปลูกข้าวอินทรีย์ไว้บริโภคเองภายในครอบครัว เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก

ผลลัพธ์และความสำเร็จของชุมชนความมั่นคงทางอาหาร: สมาชิกในชุมชนมีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย เช่น ข้าว ผักสวนครัว ผลไม้ และปลา ทำให้มีอาหารบริโภคตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องซื้อหาการสร้างรายได้: ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคถูกนำไปแบ่งปัน แปรรูป และจำหน่าย ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับจุลภาคการเป็นศูนย์เรียนรู้ระดับอำเภอ: พื้นที่โคกหนองนาบ้านสามพัน ได้พัฒนาเป็น ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ของอำเภอพระแสง ซึ่งเปิดโอกาสให้คนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองต่อไป

ศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่(บ้านสามพัน) ได้มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยแบ่งการเรียนรู้ จำนวน 5ฐาน ดังนี้
1.ฐานการเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
การทำปุ๋ยหมักชีวภาพเป็นกระบวนการนำเศษวัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติมาย่อยสลายโดยอาศัยจุลินทรีย์ เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารสำหรับพืช วัสดุที่ใช้มักเป็นเศษพืช เช่น ใบไม้แห้ง ฟาง เศษผัก เศษอาหาร รวมถึงมูลสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารสำคัญ กระบวนการย่อยสลายนี้ต้องอาศัยความชื้น อากาศ และสัดส่วนของวัสดุที่เหมาะสม เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อกองปุ๋ยหมักได้รับการจัดการที่ดี จุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ ทำให้ได้ปุ๋ยที่มีลักษณะร่วนซุย สีคล้ำ และมีกลิ่นเหมือนดินธรรมชาติ ปุ๋ยหมักชีวภาพนี้ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และช่วยให้ดินสามารถอุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดีขึ้น การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพยังช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ซึ่งมีบทบาทในการย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างสมดุลของระบบนิเวศในดิน ทำให้ดินมีความมีชีวิตและเหมาะสมต่อการปลูกพืชในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ในครัวเรือนและชุมชน ลดการเผาขยะ และลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โดยรวมแล้ว การทำปุ๋ยหมักชีวภาพเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะสามารถทำได้เองจากวัสดุในท้องถิ่น ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการเกษตรทั้งด้านดิน พืช และสิ่งแวดล้อมการปรับปรุงดินเป็นรากฐานแรกของการทำการเกษตร แบบพอเพียง การปรับปรุงดินโดยวิธีการนำปุ๋ยหมักชีวภาพ มาใช้ในการแปลงเกษตร เป็นการสร้างอาหารให้ดินเมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์พืชก็มีการเจริญเติบโตงอกงามเช่นกัน และการทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้นำวัสดุที่มีอยู่ในชุมชนมาผลิตปุ๋ยหมัก เป็นการลดต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมี และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม คนในชุมชนมีความสามัคคี
สูตรปุ๋ยหมักชีวภาพ
วัสดุ
1. มูลไก่ 4 กระสอบ
2. มูลวัว 4 กระสอบ
3. แกลบเผา 4 กระสอบ
4. แกลบดิบ 4 กระสอบ
5. วัชพืช 8 กระสอบ
6. รำอ่อน 1 กระสอบ
7. ขุยมะพร้าว 4 กระสอบ
8. กากน้ำตาล 2 ฝาต่อน้ำ 10 ลิตร
9. หัวเชื้อ EM 2 ฝาต่อน้ำ 10 ลิตร

ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมัก
1. นำวัสดุแต่ละชนิดมาวางซ้อนทับเป็นชั้นโดยมีรำอยู่บนสุด
2. ใช้จอบสับวัสดุแต่ละชนิดให้เข้าด้วยกัน
3. ผสมน้ำหมักรดน้ำหมักบนกองวัสดุให้มีความชื้น ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์
4. คลุมกองปุ๋ยหมักด้วยกระสอบป่าน
5. กลับกอลปุ๋ยหมักทุกวันเพื่อระบายความร้อน
6. เมื่อปุ๋ยหมักครบ 7 วัน ก็เปิดกระสอบที่คลุมไว้เพื่อระบายความร้อนเมื่อปุ๋ยมีความเย็นก็นำไปใช้ในแปลงเกษตร

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1. ใช้ใส่พืชผักที่ปลูกทำให้ไม่มีแมลงรบกวน
2. ใช้ใส่ยางพาราจะช่วยให้หน้ายางที่ตัดบาดเนื้อเยื่อสร้างเซลล์เนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่
3. ช่วยให้มีรากฝอยในสวนยางพาราและสร้างจุลินทรีย์ในดิน
4. ใส่ปาล์มน้ำมันทำให้ลูกดกทะลายใหญ่
2.ฐานการเรียนรู้การทำดินปลูกชีวภาพ

การทำดินปลูกชีวภาพเป็นการปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยใช้วัสดุธรรมชาติและอินทรียวัตถุเป็นหลัก เช่น ดินร่วน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แกลบดำ หรือวัสดุจากพืชที่ย่อยสลายได้ กระบวนการนี้อาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายอินทรียวัตถุให้กลายเป็นธาตุอาหารในดิน ทำให้ดินมีความร่วนซุย โปร่ง ระบายน้ำได้ดี และสามารถอุ้มน้ำได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้รากพืชเจริญเติบโตได้แข็งแรงและดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น ดินปลูกชีวภาพยังช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างสมดุลของระบบนิเวศในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว ลดการเสื่อมสภาพของดินจากการใช้สารเคมี และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร เพราะสามารถใช้วัสดุในท้องถิ่นมาผสมและผลิตดินปลูกได้เอง นอกจากนี้ ดินปลูกชีวภาพยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ทำให้ผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการปลูกพืชผัก ไม้ผล และพืชเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

3.ฐานการเรียนรู้การทำแปลงเกษตรผสมผสาน
การทำแปลงเกษตรผสมผสานเป็นการจัดระบบการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เดียวกันให้มีความหลากหลาย โดยนำกิจกรรมหลายประเภทมาประกอบกัน เช่น การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เพื่อให้เกิดการเกื้อกูลกันภายในระบบเดียว ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด แนวคิดสำคัญของแปลงเกษตรผสมผสานคือการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนภายในระบบ เช่น มูลสัตว์สามารถนำไปทำปุ๋ยเพื่อบำรุงพืช เศษพืชสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือทำปุ๋ยหมัก ส่วนน้ำจากการเลี้ยงสัตว์หรือบ่อปลาอาจนำไปใช้รดพืชได้อีกครั้ง ทำให้เกิดความเชื่อมโยงและลดของเสียในระบบการผลิต การทำเกษตรรูปแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ของเกษตรกร เพราะไม่ได้พึ่งพาผลผลิตชนิดเดียว หากพืชชนิดหนึ่งเกิดความเสียหายหรือราคาตกต่ำ ยังสามารถมีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาชดเชยได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน เพราะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลากหลายชนิดตลอดทั้งปี นอกจากนี้ แปลงเกษตรผสมผสานยังช่วยรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ลดการใช้สารเคมี และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ระบบนิเวศมีความสมดุล และสามารถพัฒนาไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างแท้จริง

4.ฐานการเรียนรู้โคกหนองนาโมเดล
โคกหนองนาโมเดลเป็นแนวทางการจัดการพื้นที่เกษตรที่ผสมผสานหลักธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งด้านอาหาร น้ำ และรายได้ รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ให้กลับมาสมดุล แนวคิดนี้มีการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนสำคัญ ได้แก่ “โคก” ซึ่งเป็นพื้นที่สูง ใช้สำหรับปลูกไม้ยืนต้น พืชอาหาร และพืชหลากหลายชนิด เพื่อสร้างความร่มรื่นและเป็นแหล่งอาหารในระยะยาว “หนอง” เป็นพื้นที่แหล่งน้ำที่ใช้กักเก็บน้ำฝนและน้ำใช้ในการเกษตร ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และ “นา” เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวและพืชอาหารหลัก ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร การจัดระบบโคกหนองนาทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเชื่อมโยงกันในพื้นที่เดียว เช่น น้ำจากหนองสามารถนำไปใช้ในนาและโคก ส่วนพืชและสัตว์ในพื้นที่ช่วยสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และของเสียจากระบบหนึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอีกระบบหนึ่งได้ ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ นอกจากด้านการผลิตแล้ว โคกหนองนาโมเดลยังช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง รวมทั้งลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง

5.ฐานการเรียนรู้การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์
การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตพืชผักที่เน้นความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เช่น ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเจริญเติบโต แต่จะใช้วิธีธรรมชาติและวัสดุอินทรีย์เข้ามาทดแทนในการบำรุงดินและดูแลพืช หัวใจสำคัญของการปลูกผักอินทรีย์คือการดูแลดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพราะดินที่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของพืช จึงมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน รวมถึงการใช้วัสดุคลุมดิน เช่น ฟางหรือใบไม้แห้ง เพื่อรักษาความชื้น ลดการเกิดวัชพืช และช่วยปรับอุณหภูมิของดินให้เหมาะสม ในด้านการจัดการศัตรูพืช จะเน้นการใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพร การปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันเพื่อรบกวนวงจรชีวิตของแมลงศัตรูพืช และการใช้ศัตรูธรรมชาติช่วยควบคุมประชากรแมลง ทำให้ระบบการผลิตมีความสมดุลและลดการพึ่งพาสารเคมี การปลูกผักอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ปลอดสารเคมีและเหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงการจัดการน้ำอย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและลดความเสี่ยงต่อโรคพืช ผลผลิตที่ได้จากการปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์มีความปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้าง ช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษในดินและน้ำ และส่งเสริมความยั่งยืนของระบบเกษตรในระยะยาวอย่างสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง

การใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือการดำเนินชีวิตทางสายกลางบนความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยใช้ความรู้คู่คุณธรรม ยึดหลักประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ พึ่งพาตนเอง ซื่อสัตย์สุจริต และแบ่งปัน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคง และทำให้ชีวิตสมดุลยั่งยืน

แนวทางการปรับใช้ในชีวิตประจำวัน (3 ห่วง 2 เงื่อนไข)ความพอประมาณ: ใช้จ่ายอย่างเหมาะสมกับฐานะ ไม่ก่อหนี้เกินตัว รู้จักพอในสิ่งที่มีความมีเหตุผล: วางแผนก่อนซื้อหรือลงมือทำ คำนึงถึงความจำเป็นและผลที่จะตามมาอย่างรอบคอบการมีภูมิคุ้มกัน: ออมเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน พัฒนาทักษะอาชีพให้หลากหลายเพื่อรับมือกับวิกฤตเงื่อนไขความรู้: รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ในการนำวิชาการมาใช้เงื่อนไขคุณธรรม: ซื่อสัตย์สุจริต อดทน เพียรพยายาม และแบ่งปันผู้อื่น
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนบ้านสามพัน (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนบ้านสามพัน
1 พื้นที่เกษตรที่ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลต่อระบบนิเวศในดินอย่างไร
2 การกลับกองปุ๋ยหมักมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร
3 เกษตรกรคนหนึ่งเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ผลใดมีโอกาส เกิดขึ้นมากที่สุด
4 ปุ๋ยหมักชีวภาพมีผลต่อดินอย่างไร
5 ปุ๋ยหมักชีวภาพช่วยส่งเสริมสิ่งมีชีวิตในดินอย่างไร
6 เกษตรกรสองคนปลูกพืชชนิดเดียวกัน คนแรกใช้ดินปลูกชีวภาพ อีกคนใช้ดินที่ไม่ได้ปรับปรุง หากเปรียบเทียบผลผลิต และต้นทุน ข้อใดมีแนวโน้มถูกต้องที่สุด
7 ชาวสวนคนหนึ่งเปลี่ยนจากการใช้ดินธรรมดามาใช้ดินปลูกชีวภาพในการปลูกผัก ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว คือข้อใด
8 นักเรียนกลุ่มหนึ่งทำดินปลูกชีวภาพโดยใส่ปุ๋ยหมักในปริมาณมากเกินไป ผลที่อาจเกิดขึ้นคือข้อใด
9 ชุมชนที่ทำเกษตรผสมผสานร่วมกันจะเกิดผลดีด้านใดมากที่สุด
10 หากพื้นที่เกษตรมีการปลูกพืชหลากหลายชนิด จะส่งผลต่อศัตรูพืชอย่างไร
11 เกษตรกรที่ปรับมาใช้เกษตรผสมผสานและลดการใช้สารเคมี จะส่งผลต่อผู้บริโภคอย่างไร
12 ในระยะยาว การทำเกษตรผสมผสานส่งผลต่อความยั่งยืนอย่างไร
13 หากราคาพืชหลักตกต่ำ เกษตรกรที่ทำเกษตรผสมผสานจะได้รับผลกระทบอย่างไร
14 การทำโคกหนองนาโมเดลช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมหรือน้ำแล้งได้อย่างไร
15 น้ำจากหนองถูกนำไปใช้ในนาข้าวและแปลงผัก แสดงถึงหลักการใด
16 หากใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ยังย่อยสลายไม่สมบูรณ์ลงในแปลงผัก จะเกิดผลใด
17 การใช้ปุ๋ยหมักในแปลงผักอินทรีย์ช่วยอะไรมากที่สุด
18 เกษตรกรใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีในแปลงผัก ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาวคือข้อใด
19 เกษตรกรปลูกผักโดยใช้ปุ๋ยหมักและคลุมดินด้วยฟาง ประโยชน์ร่วมกันคือข้อใด
20 การใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับน้ำหมักชีวภาพจะช่วยอะไร
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ