1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

การเรียนรู้ป่าในเมืองเฉงอะบุรีเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืน ตามบริบทวิถีชุมชน

แหล่งเรียนรู้: ป่าในเมืองบ้านเฉงอะบุรี

รายละเอียดหลักสูตร

ป่าในเมืองเฉงอะบุรี” เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและตลาดนัดท้องถิ่นสีเขียวแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่บริเวณบ้านเฉงอะ ปากคลองเฉงอะ ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีจุดเด่นคือการพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชนและพื้นที่ชุ่มน้ำริมคลองให้กลายเป็น “ป่าในเมือง” เพื่อให้คนในชุมชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าถึงธรรมชาติอย่างใกล้ชิด จุดเด่นคือบรรยากาศป่าชายเลนริมน้ำที่ร่มรื่น เน้นการท่องเที่ยววิถีชุมชน

จำนวนชั่วโมงเรียน
5.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

การเรียนรู้ป่าในเมืองเฉงอะบุรีเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืน ตามบริบทวิถีชุมชน

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

ในบริบทของการพัฒนาเมืองยุคปัจจุบัน พื้นที่สีเขียวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แนวคิด “ป่าในเมือง” จึงถูกนำมาใช้เป็นกลไกในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนเมืองและกึ่งเมือง โดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในทุกระดับ
“ป่าในเมืองเฉงอะบุรี” เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นระบบนิเวศป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชน ต่อมาได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงและเรียนรู้ระบบนิเวศได้อย่างใกล้ชิด
การพัฒนาป่าในเมืองเฉงอะบุรีมิได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า อันนำไปสู่การเสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับท้องถิ่น
ดังนั้น การศึกษาป่าในเมืองเฉงอะบุรีจึงมีความสำคัญทั้งในมิติของการเรียนรู้เชิงนิเวศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาชุมชน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในบริบทอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนต่อไป
ป่าในเมืองเฉงอะบุรี (ปากคลองเฉงอะ) ตั้งอยู่ที่ ต.ตะเคียนทอง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและตลาดนัดท้องถิ่นสีเขียวแห่งใหม่ ไฮไลท์คือการชมวิถีชีวิตชุมชน บรรยากาศป่าร่มรื่น และมีตลาดจัดขึ้นบริเวณปากคลองเฉงอะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน

ข้อมูลสำคัญของป่าในเมืองเฉงอะบุรี
สถานที่ตั้ง: ปากคลองเฉงอะ ต.ตะเคียนทอง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี
จุดเด่น: เป็นโครงการป่าชุมชนที่พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนเชิงธรรมชาติและเป็นพื้นที่ตลาดชุมชนสีเขียว
ตลาดนัดท้องถิ่น: แหล่งจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น ปลอดสารพิษ ของกินพื้นบ้าน และของฝากชุมชน
บรรยากาศ: เน้นร่มรื่น ติดปากคลองเฉงอะ บรรยากาศดี เหมาะสำหรับการพักผ่อนและชมวิถีชีวิต
ในยุคที่ความเจริญเติบโตของเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว พื้นที่สีเขียวกลับกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและหายากมากขึ้น “ป่าในเมืองเฉงอะบุรี” จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการผสมผสานระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนได้อย่างลงตัว พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในบริบทของสังคมเมือง
ป่าในเมืองเฉงอะบุรี จะพาผู้เรียนไปทำความเข้าใจถึงความหมาย ความสำคัญ และบทบาทของป่าในเขตเมือง ทั้งในด้านระบบนิเวศ การช่วยลดมลพิษ การสร้างสมดุลทางธรรมชาติ ตลอดจนคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน นอกจากนี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ป่าในเมืองให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เป็นการปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติใกล้ตัว และร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการดูแลรักษาป่าในเมืองให้คงอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน 🌱

ประเทศไทยมี 22 จังหวัด ที่มีพื้นที่ป่าชายเลน จากการสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2504 พบว่า มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 2,293,752 ไร่ หรือร้อยละ 0.72 ของพื้นที่ประเทศ ในระยะ 25 ปีต่อมาพื้นที่ป่าชายเลนได้ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2534 พื้นที่ป่าชายเลนคงเหลือเพียง 1,076,250 ไร่ หรือร้อยละ 0.33 ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ถูกทำลาย 1,223,125 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2504 และลดลงเหลือประมาณ 1,074,781.25 ไร่ ในปี พ.ศ. 2539 แต่หลังจากปี พ.ศ. 2539 มีพื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นเนื่องจากได้มีนโยบายการฟื้นฟูป่าชายเลน เช่น การปลูกป่าทดแทนและการลดการบุกรุกทำลายป่า ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2543 พื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้น 1,489,562 ไร่ และเป็น 1,661,306 ไร่ ในปี พ.ศ. 2547 โดยมีพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9(ปี พ.ศ.2545 - 2549)
ป่าชายเลนในอดีตถูกท าลายอย่างรวดเร็วโดยสถิติจากการส ารวจป่ าชายเลนในประเทศไทยพบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 - 2531 จำนวนป่าชายเลนลดลงถึงร้อยละ 54.45 ซึ่งเกิดจากการลุกล้ำพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ทำนากุ้ง เพื่อการส่งออก ซึ่งมีทั้งกิจการที่มีคนไทยและคนต่างชาติเป็นเจ้าของ การขยายพื้นที่เมือง และชุมชนอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่ ในป่าชายเลน การสร้างท่าเรือและเขื่อน และในปี 2539 จนมาถึงปัจจุบัน พื้นที่ป่าชายเลน มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะโครงการในพระราชดำริ และผลกระทบที่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลน เพื่อทำการเกษตร และการขยายเมือง ส่งผลให้น้ำทะเลกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง ทำให้คนไทยร่วมใจกันปลูกป่าชายเลน ทำให้ป่าชายเลนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างไรนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับป่าชายเลนที่เสื่อมโทรมไป จะเห็นได้ว่ายังมีหลายพื้นที่ ที่ป่าชายเลนยังมีสภาพเสื่อมโทรม กระจายตัวเป็นหย่อมๆ (สนิท อักษรแก้ว, 2542)

“ป่าชายเลน ถือเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งป่าธรรมชาติกับป่าปลูก มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนฯ แตกต่างกัน ป่าธรรมชาติที่มีอายุมากจะกักเก็บคาร์บอนทั้งในส่วนเหนือดิน ใต้ดิน และในดินอย่างยั่งยืนและยาวนาน แต่หากป่าธรรมชาติถูกทำลายจะทำให้คาร์บอนที่กักเก็บไว้ถูกปล่อยออกมา เป็นประเด็นว่าทำไมต้องอย่าลืมว่าพื้นที่ป่าชายเลนอาจจะดูเหมือนปลูกทดแทนได้ แต่ป่าอนุรักษ์ที่มีอยู่ต้องคงไว้เพราะมีประโยชน์มหาศาล”
ทั้งนี้ สิ่งที่คนมักจะเข้าใจผิด (misconception) คือ คิดว่าต้นไม้ป่าชายเลนช่วยดักจับตะกอน หรือช่วยสร้างแผ่นดินให้งอกออกไปได้ จึงนิยมปลูกกล้าไม้ป่าชายเลนบริเวณหาดเลนงอกใหม่ (ซึ่งบริเวณนั้นอยู่ต่ำกว่าระดับทะเลปานกลาง) หวังให้กล้าไม้ป่าชายเลนต้นเล็กๆ ช่วยดักจับตะกอน สร้างแผ่นดินขึ้นมา
การอนุรักษ์ป่าชายเลน คือการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง โดยเน้นปลูกป่าทดแทน ป้องกันการบุกรุก ลดขยะพลาสติก และส่งเสริมชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อรักษาแนวป้องกันคลื่นธรรมชาติ แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และช่วยลดโลกร้อน การจัดการที่ยั่งยืนทำได้โดยดูแลพื้นที่เดิม ฟื้นฟูที่เสื่อมโทรม และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

การสำรวจป่าชายเลนเพื่อศึกษาพันธุ์ไม้และสัตว์น้ำเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เราเข้าใจระบบนิเวศที่เชื่อมต่อระหว่างบกกับทะเล โดยมีรายละเอียดหลักๆ ดังนี้:
1. การศึกษาพันธุ์ไม้ (Mangrove Flora)
เน้นการสังเกตการปรับตัวของพืชที่ต้องอยู่กับดินเลนและน้ำเค็ม:
* ระบบราก: ดูความแตกต่างของราก เช่น รากค้ำยัน (ต้นโกงกาง) ที่ช่วยพยุงลำต้นในดินเลน หรือ รากหายใจ (ต้นแสม, ลำพู) ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเพื่อรับออกซิเจน
* ใบ: ศึกษาการขับเกลือออกทางใบ หรือใบที่มีลักษณะหนามันเพื่อลดการคายน้ำ
* การขยายพันธุ์: ดู "ฝัก" ที่งอกตั้งแต่ยังติดอยู่บนต้นแม่ เพื่อให้เมื่อหลุดลงมาแล้วสามารถปักลงเลนและโตได้ทันที
2. การศึกษาสัตว์น้ำและสัตว์หน้าดิน (Mangrove Fauna)
ป่าชายเลนคือ "อนุบาลสัตว์น้ำ" ชั้นเยี่ยม กิจกรรมมักครอบคลุมถึง:
* สัตว์หน้าดิน: สังเกต ปูก้ามดาบ (ที่มีก้ามข้างหนึ่งใหญ่พิเศษไว้โบกเรียกตัวเมีย) หรือ ปูแสม
* ปลาตีน: ศึกษาพฤติกรรมการเอาตัวรอดบนบก การใช้ครีบอกคลาน และการเก็บความชื้นไว้ในโพรงแก้ม
* สัตว์น้ำวัยอ่อน: สำรวจตามรากโกงกาง ซึ่งเป็นที่หลบภัยของลูกกุ้ง ลูกปลา และหอยชนิดต่างๆ
* นกและแมลง: สังเกตนกกินปลาหรือหิ่งห้อย (ในดงลำพู) ซึ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่
การเพาะและการขยายพันธุ์พืชในป่าชายเลนเป็นกระบวนการสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ในวงศ์โกงกางที่มักมีอัตรารอดตามธรรมชาติต่ำ วิธีการที่นิยมใช้มีดังนี้
1. การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและฝัก (วิธีธรรมชาติ)เป็นวิธีที่แพร่หลายที่สุด โดยเฉพาะกับไม้โกงกางที่มีลักษณะพิเศษคือเมล็ดจะงอกตั้งแต่อยู่บนต้นกลายเป็น "ฝัก"
* การเก็บรวบรวม: เก็บฝักที่สมบูรณ์หรือเมล็ดที่ร่วงหล่นตามผิวน้ำ
* การปลูกโดยตรง: นำฝักไปปักลงในดินเลนในพื้นที่ที่ต้องการฟื้นฟูโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายแต่อาจมีอัตรารอดต่ำกว่าการอนุบาล
* การเพาะชำในโรงเรือน: นำเมล็ดหรือฝักมาปักชำในถุงพลาสติกที่มีหน้าดินป่าชายเลนผสมแกลบเผา การเพาะในถุงช่วยให้ต้นกล้ามีระบบรากที่แข็งแรงก่อนนำไปปลูกจริง ทำให้มีอัตรารอดชีวิตสูงขึ้น
2. การปักชำกิ่ง ใช้สำหรับไม้ป่าชายเลนบางชนิดที่สามารถเกิดรากจากกิ่งได้ เช่น ปอทะเล โดยการตัดกิ่งที่มีความสมบูรณ์มาปักชำในวัสดุปลูกที่เหมาะสมจนรากงอกแข็งแรง
3. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (เทคโนโลยีขั้นสูง) เป็นวิธีที่ใช้เพื่อการอนุรักษ์พันธุ์พืชที่หายากหรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ รวมถึงพืชที่ไม่สามารถอนุรักษ์ในรูปเมล็ดพันธุ์ได้ (Recalcitrant seeds)
* ข้อดี: สามารถเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว
* การประยุกต์ใช้: สวทช. ได้ศึกษาวิจัยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชป่าชายเลนไทยกว่า 16 ชนิด เช่น โกงกางใบใหญ่ โปรงแดง และตะบูนขาว เพื่อการอนุรักษ์ระยะยาว

แนวทางการอนุรักษ์ป่าชายเลนที่สำคัญ
การปลูกและฟื้นฟูป่า: ปลูกต้นกล้าป่าชายเลน โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ท้องถิ่น เช่น โกงกาง ในพื้นที่เสื่อมโทรม
การป้องกันการบุกรุก: ดูแลรักษาป่าชายเลนธรรมชาติที่มีอยู่ ไม่ให้ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่นากุ้งหรือทำลายเพื่อกิจกรรมอื่น
การจัดการขยะ: ลดขยะพลาสติกและเก็บขยะที่ลอยเข้ามาติดในป่าชายเลน เพื่อให้ต้นกล้าเติบโตได้
การสร้างความร่วมมือชุมชน: ให้คนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
การใช้เทคโนโลยี: ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเซนเซอร์เฝ้าระวัง เพื่อฟื้นฟูและจัดการระบบนิเวศ
อนุรักษ์ป่าชายเลนอย่างถูกวิธี
สำหรับการปลูก "ฟื้นฟูป่าชายเลน" ควรดำเนินการอย่างระมัดระวังและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพรรณไม้ตามธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ก่อน เช่น การนำกล้าไม้โกงกางไปปลูกในบริเวณที่เป็นป่าแสม การเดินนำกล้าไม้เข้าไปปลูกโดยคนจำนวนมากเป็นการรบกวนระบบรากของไม้แสมที่ขึ้นอยู่ก่อนแล้วในบริเวณนั้น ส่งผลต่อการหาน้ำ อาหาร และออกซิเจน ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาและการเติบโต
นอกจากนี้ มีหลายวิธีที่สามารถมีส่วนร่วมในการ "อนุรักษ์ป่าชายเลน" ได้ วิธีแรก คือ ปลูกต้นไม้ป่าชายเลนในพื้นที่ของตนเอง ถัดมา คือ การรักษา "ป่าชายเลนธรรมชาติ" ให้มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และการเก็บขยะจำนวนมากที่ลอยเข้ามาในป่าชายเลนก็เป็นการช่วยให้กล้าไม้ป่าชายเลนต้นเล็กๆ สามารถเติบโตได้โดยธรรมชาติ รวมถึงลดผลกระทบจากสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่ง เช่น การสร้างถนนที่ยื่นออกไปบริเวณชายฝั่ง ส่งผลให้เกิดตะกอนปริมาณมหาศาล ซึ่งหากตะกอนเหล่านี้ไปตกในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลน จะเป็นผลให้ไม้ป่าชายเลนตายลงได้
ลดผลกระทบจากน้ำทิ้งที่มีธาตุอาหารเกินที่ไหลลงสู่ทะเลและบริเวณชายฝั่ง เพราะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือสัตว์ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในระบบนิเวศ และให้ความสำคัญเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการวางแผนการบริหารจัดการดูแลพื้นที่ เพื่อการบริหารจัดการที่ยั่งยืน (Participatory Mangrove Management Planning)
ประโยชน์ของการอนุรักษ์ป่าชายเลน
ป้องกันภัยธรรมชาติ: เป็นกำแพงธรรมชาติช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและลดความแรงของคลื่นลม
แหล่งอาหารและความหลากหลาย: เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและแหล่งอาหารที่สำคัญ
ลดโลกร้อน: ช่วยกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sink) ลดปัญหาภาวะโลกร้อน
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

การเรียนรู้ป่าในเมืองเฉงอะบุรีเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืน ตามบริบทวิถีชุมชน (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ การเรียนรู้ป่าในเมืองเฉงอะบุรีเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืน ตามบริบทวิถีชุมชน
1 ป่าชายเลนมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างไร
2 ป่าในเมืองช่วยเรื่องใดมากที่สุด
3 การอนุรักษ์ป่าชายเลนควรทำอย่างไร
4 วิถีชีวิตชุมชนเกี่ยวข้องกับป่าอย่างไร
5 สัตว์ชนิดใดพบในป่าชายเลน
6 ป่าชายเลนช่วยป้องกันอะไร
7 การเรียนรู้แบบใดเน้นการลงมือทำ
8 ฐานการเรียนรู้คืออะไร
9 ภูมิปัญญาท้องถิ่นคืออะไร
10 การพัฒนาที่ยั่งยืนคืออะไร
11 ป่าในเมืองมีประโยชน์ด้านใด
12 การปลูกป่าชายเลนควรปลูกอะไร
13 การมีส่วนร่วมของชุมชนสำคัญอย่างไร
14 การท่องเที่ยวเชิงนิเวศคืออะไร
15 สาเหตุของการเสื่อมโทรมของป่า
16 การลดขยะช่วยป่าอย่างไร
17 ป่าชายเลนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอย่างไร
18 การเรียนรู้ภาคสนามคืออะไร
19 การอนุรักษ์ควรเริ่มจากใคร
20 เป้าหมายของหลักสูตรนี้คืออะไร
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ