1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

นายประไพ มือเพชร

แหล่งเรียนรู้: นายประไพ มือเพชร

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยผ่านประสบการณ์ของ นายประไพ มือเพชร ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่เชื่อมโยงวิถีธรรมชาติเข้ากับการบำบัดรักษาแบบองค์รวม เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ปรัชญาพื้นฐาน การวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน และเทคนิคการใช้ยาสุมนไพรอย่างปลอดภัยในระดับครัวเรือน โดยสะท้อนเส้นทางชีวิตหมอพื้นบ้านที่สืบทอดตำราจากครูบาอาจารย์และการสังเกตธรรมชาติเพื่อเป็นที่พึ่งพาของชุมชน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในคุณค่าของมรดกทางปัญญาไทยและสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทางการพึ่งพาตนเองและเมตตาธรรมสืบไป

จำนวนชั่วโมงเรียน
1.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

นายประไพ มือเพชร

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

บทที่ 1: ประวัติและภูมิหลัง (Historical Background)
1.1 ปฐมบทแห่งศรัทธาและวิถีธรรมชาติ
เส้นทางของ นายประไพ มือเพชร ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องเรียนทฤษฎี แต่เริ่มจากความเลื่อมใสศรัทธาในอำนาจแห่งธรรมชาติและการใช้ชีวิตคลุกคลีกับระบบนิเวศท้องถิ่น ท่านมองว่าธรรมชาติคือ "ครูผู้ยิ่งใหญ่" และเป็นคลังยาที่ไม่มีวันหมดสิ้น การเรียนรู้ของท่านเกิดจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พื้นบ้าน คือการสังเกตพฤติกรรมของพืชพรรณในสภาวะต่างๆ การลองผิดลองถูกอย่างมีสติ และการจดบันทึกผลลัพธ์ผ่านประสบการณ์ตรง จนสามารถแยกแยะสรรพคุณและพิษวิทยาของพืชสมุนไพรแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ
1.2 การสืบทอดสายวิชาและตำราโบราณ
นอกจากประสบการณ์ส่วนตัว นายประไพยังเป็น "ผู้สืบทอดมรดกทางปัญญา" โดยได้รับถ่ายทอดตำราและเคล็ดลับวิชาจากครูบาอาจารย์รุ่นก่อน ซึ่งเป็นการส่งต่อความรู้แบบมุขปาฐะ (จดจำจากปากต่อปาก) และการคัดลอกตำราใบลานหรือสมุดข่อยโบราณ องค์ความรู้เหล่านี้ครอบคลุมทั้งศาสตร์การปรุงยา คาถาอาคมที่สร้างขวัญกำลังใจ และจรรยาบรรณของหมอพื้นบ้าน ทำให้วิชาของท่านมีความเข้มขลังและมีรากฐานที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
1.3 บริบททางสังคม: หมอพื้นบ้านในฐานะที่พึ่งของชุมชน
ในยุคสมัยที่โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขยังเข้าไม่ถึงพื้นที่ห่างไกล นายประไพ มือเพชร ทำหน้าที่เป็น "ด่านหน้า" ในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน ท่านไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้จ่ายยา แต่เป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณและสังคม ในยุคที่โรงพยาบาลเป็นเรื่องไกลตัว หมอพื้นบ้านจึงเป็นแกนกลางที่ยึดโยงความเชื่อและการเยียวยาเข้าไว้ด้วยกัน โดยมี "เมตตาธรรม" เป็นธงนำในการรักษาโดยไม่มุ่งเน้นผลกำไรเชิงธุรกิจ
1.4 ปรัชญาการรักษาแบบองค์รวม (Holistic Healing)
จุดเด่นที่ทำให้นายประไพเป็นที่เคารพรัก คือวิสัยทัศน์ในการรักษาที่ไม่มองเพียงแค่ "อาการของโรค" (Symptom) แต่พิจารณาถึง "เหตุแห่งโรค" (Root Cause) ซึ่งเชื่อมโยงกับ 3 ปัจจัยหลัก:วิถีชีวิต: พฤติกรรมการกิน การนอน และการทำงานของผู้ป่วยสิ่งแวดล้อม: สภาพดิน ฟ้า อากาศ และที่อยู่อาศัยที่ส่งผลต่อสมดุลธาตุเมตตาธรรม: การเยียวยาด้วยน้ำใจและการสร้างกำลังใจ ซึ่งเป็นยาขนานเอกที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วกว่ายาเพียงอย่างเดียว
1.5 บทสรุป: ผู้วางรากฐานสุขภาพชุมชนยั่งยืน
ประวัติของนายประไพ มือเพชร จึงเป็นประจักษ์พยานของการ "พึ่งพาตนเอง" ทางสุขภาพอย่างยั่งยืน ท่านเป็นตัวแทนของปราชญ์ท้องถิ่นที่เปลี่ยนสมุนไพรริมทางให้กลายเป็น "โอกาสที่สองของชีวิต" สำหรับผู้เจ็บป่วย หลักสูตรนี้จึงไม่ใช่แค่การสอนใช้ยา แต่เป็นการสืบสานจิตวิญญาณของหมอพื้นบ้านผู้เสียสละเพื่อให้ภูมิปัญญาไทยคงอยู่คู่แผ่นดินสืบไป

บทที่ 2: ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialized Expertise)
ความเชี่ยวชาญของนายประไพ มือเพชร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรู้จักชื่อสมุนไพร แต่คือการเข้าใจ "รหัสลับของร่างกาย" และ "พันธุกรรมทางธรรมชาติ" ผ่านการวิเคราะห์ธาตุและการปรุงยาแบบเฉพาะเจาะจง (Personalized Medicine) ดังนี้:
2.1 ศาสตร์แห่งการวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน (The Science of Four Elements)
นายประไพมีความสามารถโดดเด่นในการวินิจฉัยโรคผ่าน "ทฤษฎีธาตุทั้ง 4" (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ซึ่งเป็นรากฐานของการแพทย์แผนไทย ท่านมองว่ามนุษย์แต่ละคนมีส่วนผสมของธาตุที่แตกต่างกันมาแต่กำเนิด:ธาตุดิน (Pathavi Dhatu): ความเชี่ยวชาญในการประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างร่างกาย กล้ามเนื้อ และกระดูกธาตุน้ำ (Apo Dhatu): การวิเคราะห์ระบบของเสียและการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย เช่น เลือดและน้ำเหลืองธาตุลม (Vayo Dhatu): การตรวจวัดพลังงานและการเคลื่อนไหวภายใน เช่น ระบบทางเดินหายใจและการทำงานของระบบประสาทธาตุไฟ (Tejo Dhatu): การประเมินระบบเผาผลาญ อุณหภูมิร่างกาย และการย่อยอาหารเมื่อธาตุใดธาตุหนึ่งพิการหรือหย่อนประสิทธิภาพลง นายประไพจะสามารถระบุ "จุดกำเนิด" ของอาการป่วยได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่อาการจะลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ
2.2 ความรู้เชิงลึกในเภสัชกรรมสมุนไพร (Advanced Herbal Pharmacognosy)
ท่านมีความเชี่ยวชาญในการจำแนกและดึงศักยภาพของพืชสมุนไพรมาใช้ตาม "รสนิยมของยา" และ "ส่วนประกอบของพืช":
ความลึกซึ้งในส่วนประกอบ: ท่านรู้แจ้งว่าเวลาใดควรใช้ "ราก" เพื่อบำรุงลึกถึงภายใน เวลาใดควรใช้ "ลำต้น" เพื่อปรับโครงสร้าง หรือใช้ "ดอกและใบ" เพื่อการรักษาแบบฉับพลันศาสตร์แห่งรสยา: ความเข้าใจในรสของสมุนไพร (เช่น รสฝาด รสขม รสเผ็ดร้อน) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธาตุที่บกพร่อง เช่น การใช้รสขมเพื่อแก้ไข้ทางธาตุไฟ หรือรสเผ็ดร้อนเพื่อขับลมในธาตุลมการเก็บรักษาคุณค่า: เทคนิคการเก็บเกี่ยวตามช่วงเวลา (จันทรคติหรือเวลาที่ยาออกฤทธิ์สูงสุด) เพื่อให้ได้สารสำคัญจากพืชมากที่สุด
2.3 เทคนิคการปรุงยาและการสร้างความสมดุล (Mastery of Formulation)
หัวใจสำคัญที่ทำให้นายประไพแตกต่าง คือการ "ปรุงยาเฉพาะราย":ยาตำรับสอดคล้องรายบุคคล: ท่านไม่ได้ใช้สูตรยาตายตัว แต่จะปรับสัดส่วนสมุนไพร (ตัวยาหลัก ตัวยาช่วย ตัวยาคุมฤทธิ์) ให้เข้ากับธาตุเจ้าเรือนและน้ำหนักตัวของผู้ป่วยในขณะนั้นการรักษาที่ต้นเหตุ (Root Cause Healing): แทนที่จะระงับเพียงความเจ็บปวด ท่านจะเน้นการปรับ "สมดุลธาตุ" ให้กลับมาเป็นปกติ เพื่อให้ร่างกายใช้กลไกธรรมชาติในการเยียวยาตนเองการป้องกันเชิงรุก: ท่านมักสอนให้ผู้ป่วยเข้าใจธาตุของตนเอง เพื่อเลือกบริโภคอาหารและปรับพฤติกรรมเป็นการป้องกันก่อนเกิดโรค (Preventive Medicine)
2.4 บทสรุปของความเชี่ยวชาญ
ความสามารถของนายประไพ มือเพชร จึงเปรียบเสมือนการนำ "พฤกษศาสตร์" มาบรรจบกับ "สรีรวิทยา" โดยมีเข็มทิศคือธรรมชาติ ศาสตร์ของท่านคือการพิสูจน์ว่าความเจ็บป่วยไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือเรื่องของความสมดุลที่สามารถปรับจูนได้ด้วยภูมิปัญญาไทยที่ถูกต้องและแม่นยำ

บทที่ 3: ผลงานเด่น (Outstanding Achievements)
ผลงานของนายประไพ มือเพชร เป็นที่ประจักษ์ทั้งในด้าน "การบำบัดรักษา" และ "การสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสุขภาพชุมชน" โดยสามารถจำแนกความสำเร็จออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้
3.1 ความสำเร็จเชิงประจักษ์ด้านการบำบัดรักษา (Clinical Success)
นายประไพสร้างชื่อเสียงจากการใช้สมุนไพรไทยเข้าไปจัดการกับโรคที่เรื้อรังและซับซ้อน โดยมีกลุ่มอาการที่โดดเด่นคือ:การฟื้นฟูระบบขับถ่ายและทางเดินอาหาร: ท่านได้พัฒนาตำรับยาที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการขับถ่าย แต่ยังรวมไปถึงการขับล้างเมือกมันและสารพิษตกค้างในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลให้ระบบการดูดซึมสารอาหารของผู้ป่วยกลับมาทำงานเป็นปกติการรักษาโรคอุบัติใหม่และพิษทางผิวหนัง: ความเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นและสมุนไพรกลุ่มถอนพิษ เพื่อรักษาอาการอักเสบ ผื่นคันเรื้อรัง และอาการแพ้ทางผิวหนังที่เกิดจากสภาพแวดล้อมหรือสารเคมีสะสมศาสตร์การดูแลสตรีหลังคลอด: ผลงานเด่นในด้าน "การอยู่ไฟ" และการปรุงยาสมุนไพรแทนการอยู่ไฟ เพื่อช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ขับน้ำคาวปลา และบำรุงโลหิต ซึ่งเป็นการสืบสานภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพสตรีวิถีไทยที่ปลอดภัยและได้ผลดี
3.2 การสร้างนวัตกรรมทางสังคม: "สวนสมุนไพรชุมชน" (Community Herbal Bank)
ผลงานที่สำคัญที่สุดในเชิงโครงสร้างคือการเป็นแกนนำจัดตั้ง "สวนสมุนไพรชุมชน" ซึ่งมีบทบาทมากกว่าแค่การปลูกพืช แต่เป็น:แหล่งพันธุกรรมพืชท้องถิ่น: การรวบรวมสมุนไพรที่หายากและกำลังจะสูญหายในพื้นที่มาปลูกขยายพันธุ์ เพื่อความมั่นคงทางยาของชุมชนห้องเรียนธรรมชาติ: เป็นแหล่งเรียนรู้กลาง (Learning Hub) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนและผู้สนใจเข้ามาศึกษาลักษณะพฤกษศาสตร์ของสมุนไพรแต่ละชนิดผ่านประสบการณ์จริงคลังยาสามัญประจำท้องถิ่น: ในยามวิกฤตหรือโรคระบาด สวนแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งสำรองวัตถุดิบเพื่อปรุงยาสมุนไพรพื้นฐานให้แก่คนในชุมชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
3.3 การยอมรับและเกียรติคุณ (Recognition and Awards)
ความทุ่มเทของนายประไพได้รับการพิสูจน์ผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐและวิชาชีพ:หมอพื้นบ้านดีเด่น: ได้รับการคัดเลือกเป็นหมอพื้นบ้านตัวอย่างในระดับพื้นที่และจังหวัดหลายสมัย ซึ่งเป็นการรับรองคุณภาพ มาตรฐาน และจริยธรรมในการรักษาที่ปรึกษาด้านการแพทย์แผนไทย: ได้รับเชิญจากหน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ และร่วมทำงานเชิงบูรณาการระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์พื้นบ้านการถ่ายทำและบันทึกองค์ความรู้: ผลงานของท่านถูกนำไปจัดทำเป็นฐานข้อมูลภูมิปัญญาโดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการพัฒนาหมอพื้นบ้านในพื้นที่อื่นต่อไป

บทที่ 4: เทคนิคและวิธีการ (Techniques and Methodology)
เทคนิคเฉพาะตัวของนายประไพ มือเพชร เป็นกระบวนการบำบัดแบบ "สหวิทยาการพื้นบ้าน" ที่รวมเอาเภสัชกรรม คัดเลือกวัตถุดิบ และจิตวิทยาเข้าด้วยกัน โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้
4.1 การคัดเลือกตัวยาและศาสตร์แห่งกาลเวลา (Chronobiology of Herbs)
นายประไพยึดถือหลักการที่ว่า "พืชมีชีวิตและมีช่วงเวลาการคายสารสำคัญที่ไม่เท่ากัน"กาลเวลาที่เหมาะสม: ท่านมีความเชี่ยวชาญในการเก็บสมุนไพรตามช่วงเวลา เช่น การเก็บในช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้นสำหรับพืชที่ต้องการน้ำมันหอมระเหย หรือการเก็บในช่วงค่ำสำหรับรากไม้ที่สะสมพลังงานในช่วงวันการเลือกแหล่งที่อยู่อาศัย: ท่านจะเลือกเก็บสมุนไพรจากแหล่งธรรมชาติที่สะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน เพราะเชื่อว่าดินและน้ำในแหล่งที่สมบูรณ์จะส่งผลต่อความเข้มข้นของสรรพคุณยา
4.2 กรรมวิธีการปรุงยา (Compounding & Pharmacy)
การเปลี่ยนพืชให้เป็นยาผ่านกระบวนการที่สืบทอดมาตามมาตราส่วนโบราณการต้ม (Decoction) เทคนิคการควบคุมไฟและลำดับการใส่ยา ตัวยาใดควรใส่ก่อนหรือหลัง เพื่อให้สารสำคัญไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนการฝน (Trituration): การนำสมุนไพรมาฝนกับหินลับยาหรือฝาละมี เพื่อให้ได้เนื้อยาที่ละเอียดและมีความสดใหม่ มักใช้กับกลุ่มยาที่ต้องการผลสัมฤทธิ์เร็วการตำ (Maceration) การโขลกสมุนไพรสดให้คายน้ำคั้นออกมา เพื่อใช้เป็นกระสายยาหรือยาพอก
4.3 กรรมวิธีบำบัดและการจัดการพฤติกรรม (Regimen & Dietetics)
การรักษาของนายประไพไม่ได้จบที่การจ่ายยา แต่รวมถึงการ "จัดระเบียบชีวิต" ของผู้ป่วยการงดของแสลง ท่านมีความรู้ลึกซึ้งว่าอาหารชนิดใด "แสลง" หรือขัดขวางการออกฤทธิ์ของยา เช่น การงดหน่อไม้หรือของหมักดองในระหว่างการรักษาโรคผิวหนังหรือแผลอักเสบการปฏิบัติตนตามธาตุ แนะนำพฤติกรรมการนอนและการดื่มน้ำให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือน เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่พร้อมรับการบำบัดมากที่สุด
4.4 จิตบำบัดและจริยธรรมธรรมะ (Psychotherapy & Compassion)
หัวใจสำคัญที่ทำให้นายประไพแตกต่างคือการใช้ "ธรรมโอสถ" การให้กำลังใจ ท่านใช้หลักจิตวิทยาพื้นบ้านในการสร้างขวัญและกำลังใจ โดยเชื่อว่า "ใจที่เป็นสุขคือกุญแจครึ่งหนึ่งของการรักษา"การชี้แนะทางธรรม สอดแทรกคำแนะนำในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ การลดละความเครียด และความพยาบาท ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบธาตุในร่างกาย (โดยเฉพาะธาตุลมและธาตุไฟ)
4.5 การนวดรักษาและการปรับโครงสร้าง (Manual Therapy)
เทคนิคการสัมผัสเพื่อการเยียวยา:การคลายเส้นและจุดสะท้อน ท่านใช้การนวดแบบดั้งเดิมเพื่อเปิดทางให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวกขึ้น ช่วยส่งผ่านตัวยาที่กินเข้าไปให้กระจายสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้นการประเมินร่างกายผ่านสัมผัส การนวดช่วยให้นายประไพรับรู้ถึงความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและการติดขัดของธาตุลม ทำให้สามารถปรับปรุงสูตรยาให้แม่นยำยิ่งขึ้น

บทที่ 5: การถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) ของนายประไพ มือเพชร เนื้อหาส่วนนี้จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการสร้างคนและการส่งต่อจิตวิญญาณของหมอพื้นบ้าน เพื่อให้ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยมีความยั่งยืนและทรงคุณค่าในเชิงจริยธรรม ดังนี้ครับ
บทที่ 5: การถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer)
นายประไพ มือเพชร เชื่อมั่นในปรัชญาที่ว่า "ภูมิปัญญาไม่ใช่สมบัติส่วนบุคคล แต่เป็นมรดกที่บรรพบุรุษฝากไว้ให้แก่แผ่นดิน" กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ของท่านจึงมีลักษณะที่เปิดกว้างและเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ ดังนี้:
5.1 กระบวนการถ่ายทอดแบบ "ห้องเรียนธรรมชาติ"
ท่านเปลี่ยนพื้นที่สวนสมุนไพรและบ้านพักให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีชีวิต โดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นการปฏิบัติ (Action Learning)การทัศนศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Herb Walk): นายประไพจะนำผู้เรียนเดินเข้าสู่แปลงสมุนไพรจริง เพื่อให้ได้สัมผัส รูปร่าง ลักษณะใบ กลิ่น และรสชาติของสมุนไพรสด ซึ่งเป็นวิธีการจดจำที่แม่นยำกว่าการดูจากตำราการสาธิตเชิงปฏิบัติการ (Live Demonstration) ตั้งแต่กระบวนการล้าง การหั่น การตาก จนถึงการปรุงยาตามมาตราส่วนโบราณ ผู้เรียนจะได้ลงมือทำด้วยตนเองภายใต้การกำกับดูแลของท่าน เพื่อให้เกิดทักษะความชำนาญ (Mastery)
5.2 การปลูกฝัง "จรรยาบรรณหมอพื้นบ้าน" (Medical Ethics) หัวใจสำคัญที่นายประไพเน้นย้ำเหนือกว่าสูตรยา คือการสร้าง "คุณธรรมในตัวหมอ" ซึ่งประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญความซื่อสัตย์และเมตตาต่อผู้ป่วย: หมอต้องวินิจฉัยตามความเป็นจริง ไม่หลอกลวง และมีจิตที่ปรารถนาให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์เป็นที่ตั้งการไม่เห็นแก่ลาภยศและผลประโยชน์ ท่านมักสอนว่าการรักษาคือการทำบุญ ไม่ควรตั้งราคาสูงเกินควรจนคนยากไร้เข้าไม่ถึงยา ความสุขของหมอควรเกิดจากการเห็นผู้ป่วยหายดี ไม่ใช่ปริมาณเงินทอง
ความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และธรรมชาติ การเคารพในแหล่งที่มาของความรู้ และการรู้จักกตัญญูต่อทรัพยากรธรรมชาติด้วยการใช้ประโยชน์อย่างรู้ค่า ไม่ทำลายระบบนิเวศ
5.3 การสืบสานสู่คนรุ่นใหม่ (Intergenerational Connection)
นายประไพให้ความสำคัญกับการ "เพาะต้นกล้าทางปัญญา" ในกลุ่มเยาวชนเครือข่ายนักเรียนและเยาวชน: ท่านเปิดบ้านรับนักเรียนและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อสมุนไพรไทย จาก "เรื่องโบราณ" ให้เป็น "วิทยศาสตร์ที่สัมผัสได้"การลดช่องว่างทางความรู้ การถ่ายทอดของท่านไม่ซับซ้อน แต่มีเหตุและผล สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ทำให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้เบื้องต้นไปปรับใช้ในการดูแลตนเองและครอบครัวได้ทันที
5.4 ปณิธานเพื่อความยั่งยืนของชุมชน
เป้าหมายสุดท้ายของการถ่ายทอด คือการสร้าง "ความมั่นคงทางสุขภาพด้วยตนเอง" ของชุมชน การสร้างเครือข่ายหมอพื้นบ้านรุ่นเยาว์ นายประไพมุ่งหวังที่จะเห็นศิษย์ของท่านกระจายตัวอยู่ในชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นที่พึ่งเบื้องต้นให้แก่ชาวบ้านการบันทึกมรดกทางปัญญา: ท่านสนับสนุนการรวบรวมและจดบันทึกตำรายาเพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และแหล่งอ้างอิงให้แก่คนรุ่นหลังสืบไป
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

นายประไพ มือเพชร (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ นายประไพ มือเพชร
1 หัวใจสำคัญของการแพทย์แผนไทยคือเรื่องใด
2 นายประไพ มือเพชร มีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในด้านใด
3 ธาตุเจ้าเรือนตามหลักการแพทย์แผนไทยประกอบด้วยอะไรบ้าง
4 การเก็บสมุนไพรให้มีสรรพคุณสูงสุด นายประไพเน้นเรื่องใด
5 การปรุงยาแบบ "ฝน" มักใช้อุปกรณ์ใดร่วมด้วย
6 "ของแสลง" ในทางการแพทย์แผนไทยหมายถึงอะไร?
7 ในบทที่ 3 ผลงานเด่นของนายประไพคือเรื่องใด
8 ส่วนใดของพืชสมุนไพรที่สามารถนำมาทำยาได้
9 การวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือนมีประโยชน์อย่างไร
10 จรรยาบรรณข้อใดที่นายประไพเน้นย้ำมากที่สุด
11 กรรมวิธีการปรุงยาโดยการ "ต้ม" ส่วนใหญ่ใช้เพื่ออะไร
12 การรักษาแบบหมอพื้นบ้านมักเชื่อมโยงกับเรื่องใด
13 หากคนไข้มีอาการ "ธาตุลม" พิการ มักมีอาการอย่างไร
14 การถ่ายทอดความรู้ในบทที่ 5 นายประไพใช้วิธีการใด
15 สมุนไพรชนิดใดมักใช้แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยในเบื้องต้น
16 บทบาทของหมอพื้นบ้านในชุมชนคือข้อใด
17 การดูแลสตรีหลังคลอดตามแบบแผนไทยมักใช้เทคนิคใด
18 สรรพคุณของ "ขิง" ในทางการแพทย์แผนไทยคืออะไร
19 เหตุใดแพทย์แผนไทยจึงยังคงความสำคัญในปัจจุบัน
20 ป้าหมายของหลักสูตรนายประไพ มือเพชร คืออะไร?
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ