1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

นายสุขสวัสดิ์ สารา

แหล่งเรียนรู้: นายสุขสวัสดิ์ สารา

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้มีกิจกรรมการเรียนรู้ในหลักสูตร ซึ่งได้แบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็น จำนวน 5 ฐาน 1. ฐานการเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ 2. ฐานการเรียนรู้การทำดินปลูกชีวภาพ 3. ฐานการเรียนรู้แปลงเกษตรผสมผสาน 4. ฐานการเรียนรู้โคกหนองนาโมเดล 5. ฐานการเรียนรู้การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์

จำนวนชั่วโมงเรียน
1.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

นายสุขสวัสดิ์ สารา

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

ศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่(ไร่นายเกลือ) ได้มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยแบ่งการเรียนรู้ จำนวน 5ฐาน ดังนี้
1.ฐานการเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
การทำปุ๋ยหมักชีวภาพเป็นกระบวนการนำเศษวัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติมาย่อยสลายโดยอาศัยจุลินทรีย์ เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารสำหรับพืช วัสดุที่ใช้มักเป็นเศษพืช เช่น ใบไม้แห้ง ฟาง เศษผัก เศษอาหาร รวมถึงมูลสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารสำคัญ กระบวนการย่อยสลายนี้ต้องอาศัยความชื้น อากาศ และสัดส่วนของวัสดุที่เหมาะสม เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อกองปุ๋ยหมักได้รับการจัดการที่ดี จุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ ทำให้ได้ปุ๋ยที่มีลักษณะร่วนซุย สีคล้ำ และมีกลิ่นเหมือนดินธรรมชาติ ปุ๋ยหมักชีวภาพนี้ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และช่วยให้ดินสามารถอุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดีขึ้น การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพยังช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ซึ่งมีบทบาทในการย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างสมดุลของระบบนิเวศในดิน ทำให้ดินมีความมีชีวิตและเหมาะสมต่อการปลูกพืชในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ในครัวเรือนและชุมชน ลดการเผาขยะ และลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โดยรวมแล้ว การทำปุ๋ยหมักชีวภาพเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะสามารถทำได้เองจากวัสดุในท้องถิ่น ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการเกษตรทั้งด้านดิน พืช และสิ่งแวดล้อมการปรับปรุงดินเป็นรากฐานแรกของการทำการเกษตร แบบพอเพียง การปรับปรุงดินโดยวิธีการนำปุ๋ยหมักชีวภาพ มาใช้ในการแปลงเกษตร เป็นการสร้างอาหารให้ดินเมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์พืชก็มีการเจริญเติบโตงอกงามเช่นกัน และการทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้นำวัสดุที่มีอยู่ในชุมชนมาผลิตปุ๋ยหมัก เป็นการลดต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมี และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม คนในชุมชนมีความสามัคคี
สูตรปุ๋ยหมักชีวภาพ
วัสดุ
1. มูลไก่ 4 กระสอบ
2. มูลวัว 4 กระสอบ
3. แกลบเผา 4 กระสอบ
4. แกลบดิบ 4 กระสอบ
5. วัชพืช 8 กระสอบ
6. รำอ่อน 1 กระสอบ
7. ขุยมะพร้าว 4 กระสอบ
8. กากน้ำตาล 2 ฝาต่อน้ำ 10 ลิตร
9. หัวเชื้อ EM 2 ฝาต่อน้ำ 10 ลิตร
ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมัก
1. นำวัสดุแต่ละชนิดมาวางซ้อนทับเป็นชั้นโดยมีรำอยู่บนสุด
2. ใช้จอบสับวัสดุแต่ละชนิดให้เข้าด้วยกัน
3. ผสมน้ำหมักรดน้ำหมักบนกองวัสดุให้มีความชื้น ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์
4. คลุมกองปุ๋ยหมักด้วยกระสอบป่าน
5. กลับกอลปุ๋ยหมักทุกวันเพื่อระบายความร้อน
6. เมื่อปุ๋ยหมักครบ 7 วัน ก็เปิดกระสอบที่คลุมไว้เพื่อระบายความร้อนเมื่อปุ๋ยมีความเย็นก็นำไปใช้ในแปลงเกษตร
ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1. ใช้ใส่พืชผักที่ปลูกทำให้ไม่มีแมลงรบกวน
2. ใช้ใส่ยางพาราจะช่วยให้หน้ายางที่ตัดบาดเนื้อเยื่อสร้างเซลล์เนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่
3. ช่วยให้มีรากฝอยในสวนยางพาราและสร้างจุลินทรีย์ในดิน
4. ใส่ปาล์มน้ำมันทำให้ลูกดกทะลายใหญ่
2.ฐานการเรียนรู้การทำดินปลูกชีวภาพ
การทำดินปลูกชีวภาพเป็นการปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยใช้วัสดุธรรมชาติและอินทรียวัตถุเป็นหลัก เช่น ดินร่วน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แกลบดำ หรือวัสดุจากพืชที่ย่อยสลายได้ กระบวนการนี้อาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายอินทรียวัตถุให้กลายเป็นธาตุอาหารในดิน ทำให้ดินมีความร่วนซุย โปร่ง ระบายน้ำได้ดี และสามารถอุ้มน้ำได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้รากพืชเจริญเติบโตได้แข็งแรงและดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น ดินปลูกชีวภาพยังช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างสมดุลของระบบนิเวศในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว ลดการเสื่อมสภาพของดินจากการใช้สารเคมี และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร เพราะสามารถใช้วัสดุในท้องถิ่นมาผสมและผลิตดินปลูกได้เอง นอกจากนี้ ดินปลูกชีวภาพยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ทำให้ผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการปลูกพืชผัก ไม้ผล และพืชเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน
3.ฐานการเรียนรู้การทำแปลงเกษตรผสมผสาน
การทำแปลงเกษตรผสมผสานเป็นการจัดระบบการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เดียวกันให้มีความหลากหลาย โดยนำกิจกรรมหลายประเภทมาประกอบกัน เช่น การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เพื่อให้เกิดการเกื้อกูลกันภายในระบบเดียว ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด แนวคิดสำคัญของแปลงเกษตรผสมผสานคือการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนภายในระบบ เช่น มูลสัตว์สามารถนำไปทำปุ๋ยเพื่อบำรุงพืช เศษพืชสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือทำปุ๋ยหมัก ส่วนน้ำจากการเลี้ยงสัตว์หรือบ่อปลาอาจนำไปใช้รดพืชได้อีกครั้ง ทำให้เกิดความเชื่อมโยงและลดของเสียในระบบการผลิต การทำเกษตรรูปแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ของเกษตรกร เพราะไม่ได้พึ่งพาผลผลิตชนิดเดียว หากพืชชนิดหนึ่งเกิดความเสียหายหรือราคาตกต่ำ ยังสามารถมีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาชดเชยได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน เพราะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลากหลายชนิดตลอดทั้งปี นอกจากนี้ แปลงเกษตรผสมผสานยังช่วยรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ลดการใช้สารเคมี และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ระบบนิเวศมีความสมดุล และสามารถพัฒนาไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างแท้จริง
4.ฐานการเรียนรู้โคกหนองนาโมเดล
โคกหนองนาโมเดลเป็นแนวทางการจัดการพื้นที่เกษตรที่ผสมผสานหลักธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งด้านอาหาร น้ำ และรายได้ รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ให้กลับมาสมดุล แนวคิดนี้มีการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนสำคัญ ได้แก่ “โคก” ซึ่งเป็นพื้นที่สูง ใช้สำหรับปลูกไม้ยืนต้น พืชอาหาร และพืชหลากหลายชนิด เพื่อสร้างความร่มรื่นและเป็นแหล่งอาหารในระยะยาว “หนอง” เป็นพื้นที่แหล่งน้ำที่ใช้กักเก็บน้ำฝนและน้ำใช้ในการเกษตร ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และ “นา” เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวและพืชอาหารหลัก ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร การจัดระบบโคกหนองนาทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเชื่อมโยงกันในพื้นที่เดียว เช่น น้ำจากหนองสามารถนำไปใช้ในนาและโคก ส่วนพืชและสัตว์ในพื้นที่ช่วยสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และของเสียจากระบบหนึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอีกระบบหนึ่งได้ ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ นอกจากด้านการผลิตแล้ว โคกหนองนาโมเดลยังช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง รวมทั้งลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง
5.ฐานการเรียนรู้การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์
การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตพืชผักที่เน้นความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เช่น ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเจริญเติบโต แต่จะใช้วิธีธรรมชาติและวัสดุอินทรีย์เข้ามาทดแทนในการบำรุงดินและดูแลพืช หัวใจสำคัญของการปลูกผักอินทรีย์คือการดูแลดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพราะดินที่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของพืช จึงมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน รวมถึงการใช้วัสดุคลุมดิน เช่น ฟางหรือใบไม้แห้ง เพื่อรักษาความชื้น ลดการเกิดวัชพืช และช่วยปรับอุณหภูมิของดินให้เหมาะสม ในด้านการจัดการศัตรูพืช จะเน้นการใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพร การปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันเพื่อรบกวนวงจรชีวิตของแมลงศัตรูพืช และการใช้ศัตรูธรรมชาติช่วยควบคุมประชากรแมลง ทำให้ระบบการผลิตมีความสมดุลและลดการพึ่งพาสารเคมี การปลูกผักอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ปลอดสารเคมีและเหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงการจัดการน้ำอย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและลดความเสี่ยงต่อโรคพืช ผลผลิตที่ได้จากการปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์มีความปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้าง ช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษในดินและน้ำ และส่งเสริมความยั่งยืนของระบบเกษตรในระยะยาวอย่างสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง

การทำเกษตรแบบพอเพียงเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพเกษตรที่ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง เกษตรกรจะวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ทำเกินกำลังของตนเอง และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า การทำเกษตรแบบพอเพียงมุ่งเน้นให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเริ่มจากการผลิตอาหารไว้บริโภคในครัวเรือนก่อน เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเมื่อมีผลผลิตเหลือจึงนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ในระบบนี้จะมีการจัดการพื้นที่อย่างหลากหลาย เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว การปลูกไม้ผล การเลี้ยงสัตว์ และการทำประมงในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เกิดการเกื้อกูลกันในระบบเกษตร
มีการนำของเหลือใช้จากกิจกรรมหนึ่งไปใช้ประโยชน์ในอีกกิจกรรมหนึ่ง เช่น มูลสัตว์นำไปทำปุ๋ย เศษพืชนำไปทำปุ๋ยหมัก ช่วยลดต้นทุนและลดของเสีย การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยหมักชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีเป็นอีกแนวทางสำคัญ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เกษตรแบบพอเพียงยังให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและการใช้น้ำอย่างประหยัด
นอกจากนี้ยังส่งเสริมการลดการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช โดยใช้วิธีธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นแทน การทำเกษตรแบบพอเพียงช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด เพราะเกษตรกรไม่ได้พึ่งพาพืชหรือรายได้เพียงชนิดเดียว ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน ทำให้มีอาหารปลอดภัยบริโภคตลอดปี ในระยะยาว ระบบนี้ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับมาสมดุล เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จากการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น และสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป การทำเกษตรแบบพอเพียงยังส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในชุมชนเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แนวทางนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำเกษตร แต่เป็นการดำเนินชีวิตที่สมดุลกับธรรมชาติ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การทำไร่นาสวนผสมเป็นรูปแบบการเกษตรที่นำการปลูกพืชหลายชนิดและการเลี้ยงสัตว์มาจัดรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความหลากหลายในการผลิตและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยยึดหลักการพึ่งพาตนเอง ลดความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับเกษตรกร แนวคิดสำคัญของไร่นาสวนผสมคือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในฟาร์มให้หมุนเวียนและเชื่อมโยงกัน เช่น เศษพืชสามารถนำไปทำปุ๋ยหมัก มูลสัตว์ใช้บำรุงดิน และน้ำจากบ่อเลี้ยงปลาอาจนำไปรดพืชได้ การจัดพื้นที่มักแบ่งอย่างเหมาะสม เช่น พื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และแหล่งน้ำ เพื่อให้ทุกส่วนทำงานเกื้อกูลกัน การปลูกพืชหลากหลายชนิดช่วยลดความเสี่ยงจากโรคพืชและศัตรูพืช เพราะความหลากหลายทำให้ระบบนิเวศมีความสมดุลมากขึ้น การเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด หรือปลา ช่วยสร้างรายได้เสริมและยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนในครัวเรือน มูลสัตว์ที่ได้สามารถนำไปใช้ทำปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน การทำไร่นาสวนผสมยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้หลายทาง ไม่พึ่งพาพืชชนิดเดียว ทำให้ลดความเสี่ยงด้านราคาผลผลิตในตลาด ระบบนี้ยังส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เช่น การใช้น้ำอย่างประหยัดและการอนุรักษ์ดิน การปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ช่วยสร้างร่มเงา เพิ่มความชุ่มชื้น และเป็นแหล่งอาหารหรือไม้ใช้สอยในอนาคต การจัดการน้ำเป็นสิ่งสำคัญ โดยมักมีการขุดบ่อหรือสระน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ น้ำในระบบสามารถหมุนเวียนใช้ได้หลายกิจกรรม ลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น ไร่นาสวนผสมยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครัวเรือน เพราะสามารถผลิตอาหารได้หลากหลายชนิดตลอดปี นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารและปัจจัยการผลิตจากภายนอก การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และการลดการใช้สารเคมีช่วยรักษาความปลอดภัยของอาหารและสิ่งแวดล้อม ระบบนี้ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่เกษตร ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ
เกษตรกรสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะการจัดการฟาร์มแบบบูรณาการมากขึ้น การทำงานในลักษณะนี้ยังส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและความเข้มแข็งของครอบครัว หากมีผลผลิตเหลือสามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไร่นาสวนผสมยังเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเน้นความพอประมาณและมีเหตุผล ในระยะยาวช่วยลดปัญหาหนี้สินของเกษตรกรจากการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ และป่าไม้ให้กลับมาสมบูรณ์การวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสมทำให้ฟาร์มสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ไร่นาสวนผสมจึงเป็นรูปแบบเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ช่วยสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาหาร รายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและเป็นแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกพื้นที่ตามความเหมาะสมของทรัพยากร จึงถือเป็นระบบเกษตรที่ส่งเสริมความยั่งยืนอย่างแท้จริงทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน

ศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่(ไร่นายเกลือ) เมื่อมีคณะศึกษาดูงานของศูนย์เรียนรู้ได้มีการบรรยายรวมถึงบริบทและสภาพโดยทั่วไป มีการแนะนำวิทยากรและให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มได้เรียนรู้จากฐานการเรียนรู้ ซึ่งมีจำนวน 5 ฐานดังนี้
1.ฐานการเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ มีการบรรยายพร้อมสาธิตและให้ผู้เรียนปฎิบัติจริง
สูตรปุ๋ยหมักชีวภาพ
วัสดุ
1. มูลไก่ 4 กระสอบ
2. มูลวัว 4 กระสอบ
3. แกลบเผา 4 กระสอบ
4. แกลบดิบ 4 กระสอบ
5. วัชพืช 8 กระสอบ
6. รำอ่อน 1 กระสอบ
7. ขุยมะพร้าว 4 กระสอบ
8. กากน้ำตาล 2 ฝาต่อน้ำ 10 ลิตร
9. หัวเชื้อ EM 2 ฝาต่อน้ำ 10 ลิตร
ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมัก
1. นำวัสดุแต่ละชนิดมาวางซ้อนทับเป็นชั้นโดยมีรำอยู่บนสุด
2. ใช้จอบสับวัสดุแต่ละชนิดให้เข้าด้วยกัน
3. ผสมน้ำหมักรดน้ำหมักบนกองวัสดุให้มีความชื้น ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์
4. คลุมกองปุ๋ยหมักด้วยกระสอบป่าน
5. กลับกอลปุ๋ยหมักทุกวันเพื่อระบายความร้อน
6. เมื่อปุ๋ยหมักครบ 7 วัน ก็เปิดกระสอบที่คลุมไว้เพื่อระบายความร้อนเมื่อปุ๋ยมีความเย็นก็นำไปใช้ในแปลงเกษตร
ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1. ใช้ใส่พืชผักที่ปลูกทำให้ไม่มีแมลงรบกวน
2. ใช้ใส่ยางพาราจะช่วยให้หน้ายางที่ตัดบาดเนื้อเยื่อสร้างเซลล์เนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่
3. ช่วยให้มีรากฝอยในสวนยางพาราและสร้างจุลินทรีย์ในดิน
4. ใส่ปาล์มน้ำมันทำให้ลูกดกทะลายใหญ่
2. ฐานการเรียนรู้การทำดินปลูกชีวภาพ มีการบรรยายพร้อมสาธิตและให้ผู้เรียนปฎิบัติจริง
การทำดินปลูกชีวภาพเป็นการปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชโดยอาศัยวัสดุธรรมชาติและอินทรียวัตถุเป็นหลัก เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย และมีชีวิตจากจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช แนวคิดสำคัญคือการทำให้ดินมีโครงสร้างที่ดี สามารถอุ้มน้ำได้พอเหมาะและระบายน้ำได้ดี ไม่แน่นทึบจนรากพืชเจริญเติบโตยาก วัสดุที่ใช้ในการทำดินปลูกชีวภาพมักประกอบด้วยดินร่วน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แกลบดำ กาบมะพร้าวสับ และเศษพืชที่ย่อยสลายได้ วัสดุเหล่านี้เมื่อนำมาผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินและปรับปรุงโครงสร้างดินให้เหมาะกับการปลูกพืช กระบวนการย่อยสลายของอินทรียวัตถุในดินเกิดจากจุลินทรีย์ที่ช่วยเปลี่ยนเศษพืชและวัสดุอินทรีย์ให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชนำไปใช้ได้ ดินปลูกชีวภาพที่ดีจะมีลักษณะร่วนซุย สีคล้ำ ไม่มีกลิ่นเหม็น และมีความชื้นพอเหมาะ การมีจุลินทรีย์จำนวนมากในดินช่วยสร้างระบบนิเวศในดินที่สมดุล ทำให้ดินมีความมีชีวิตและฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ ดินประเภทนี้ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะสามารถเก็บและปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร เนื่องจากสามารถใช้วัสดุในท้องถิ่นมาผสมทำดินได้เอง
การทำดินปลูกชีวภาพยังช่วยลดปัญหาการเสื่อมสภาพของดินที่เกิดจากการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ดินที่มีโครงสร้างดีจะช่วยให้รากพืชชอนไชได้สะดวก ดูดซึมธาตุอาหารและน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ พืชที่ปลูกในดินชีวภาพมักมีการเจริญเติบโตแข็งแรง ใบเขียวสด และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
การรักษาความชื้นในดินเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญ เพราะช่วยให้พืชไม่ขาดน้ำในช่วงอากาศแห้ง วัสดุคลุมดิน เช่น ฟางหรือใบไม้แห้ง มักใช้ร่วมเพื่อช่วยรักษาความชื้นและลดวัชพืช ดินปลูกชีวภาพยังช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช
ระบบจุลินทรีย์เหล่านี้ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุและป้องกันการสะสมของเชื้อโรคในดิน การใช้ดินชีวภาพเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรยั่งยืน เพราะช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีและรักษาสมดุลของธรรมชาติ เกษตรกรสามารถผลิตดินปลูกใช้เองได้ ทำให้เกิดความพอเพียงและลดค่าใช้จ่าย ดินปลูกชีวภาพยังช่วยฟื้นฟูพื้นที่เกษตรที่เสื่อมโทรมให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ระบบดินมีความสมบูรณ์และยั่งยืนมากขึ้น พืชที่ปลูกในดินชีวภาพมักมีความต้านทานโรคและแมลงได้ดีขึ้นตามธรรมชาติ การจัดการดินอย่างเหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตพืชที่มีคุณภาพ ดินชีวภาพยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร ทำให้ระบบนิเวศในพื้นที่เกษตรมีความสมดุลมากขึ้น ในระยะยาวช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนให้กับเกษตรกร จึงถือเป็นแนวทางสำคัญของเกษตรสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง
3.ฐานการเรียนรู้การทำแปลงเกษตรผสมผสาน มีการบรรยายศึกษาเรียนรู้ในแปลง
ารทำแปลงเกษตรผสมผสานเป็นการจัดระบบการผลิตทางการเกษตรที่นำกิจกรรมหลายรูปแบบมารวมไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างเหมาะสม เช่น การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการทำประมง เพื่อให้เกิดความเกื้อกูลกันภายในระบบเดียวกันและใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด แนวคิดสำคัญคือการสร้างความหลากหลายของการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชหรือรายได้เพียงชนิดเดียว ในแปลงเกษตรผสมผสาน มักมีการปลูกพืชหลายระดับ เช่น พืชผักสวนครัว พืชล้มลุก ไม้ผล และไม้ยืนต้น เพื่อให้ใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด ปลา หรือสุกร มักถูกนำมารวมในระบบเพื่อสร้างรายได้เสริมและเป็นแหล่งอาหารของครัวเรือน ของเสียจากกิจกรรมหนึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอีกกิจกรรมหนึ่ง เช่น มูลสัตว์นำไปทำปุ๋ยหมัก หรือเศษพืชใช้เป็นอาหารสัตว์ น้ำจากบ่อเลี้ยงปลาอาจนำไปใช้รดพืช ทำให้เกิดการหมุนเวียนทรัพยากรในระบบเดียวกัน การทำแปลงเกษตรผสมผสานช่วยลดต้นทุนการผลิต เพราะสามารถผลิตปัจจัยการเกษตรได้เองภายในฟาร์ม นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้สารเคมี โดยหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวิธีธรรมชาติในการดูแลพืชและสัตว์ ระบบนี้ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากมีอาหารหลากหลายชนิดให้บริโภคตลอดปี เกษตรกรสามารถมีรายได้หลายทางจากผลผลิตที่แตกต่างกัน ทำให้ลดความเสี่ยงด้านราคาตลาด การจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องคำนึงถึงสภาพดิน น้ำ และสภาพภูมิอากาศ การปลูกพืชหลากหลายชนิดยังช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติ ทำให้ระบบนิเวศในแปลงเกษตรมีความสมดุลมากขึ้นและยั่งยืน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเป็นหลักการสำคัญของเกษตรผสมผสาน เช่น การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเลี้ยงสัตว์ควรมีการจัดการที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพืชและสิ่งแวดล้อม แปลงเกษตรผสมผสานยังช่วยส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรในระดับครัวเรือน เกษตรกรสามารถลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมีและอาหารสัตว์สำเร็จรูป ระบบนี้ยังช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ การทำงานในลักษณะนี้ต้องอาศัยการวางแผนและการจัดการที่ดีเพื่อให้เกิดความสมดุล ในระยะยาวจะช่วยเพิ่มความยั่งยืนของระบบเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เกษตรผสมผสานยังเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิตและการผลิต ทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงแม้สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ในชุมชนเพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรให้เข้มแข็ง แปลงเกษตรผสมผสานจึงเป็นระบบที่ช่วยสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาหาร รายได้ และสิ่งแวดล้อม และเป็นแนวทางสำคัญของเกษตรยั่งยืนในอนาคต
4.ฐานการเรียนรู้โคกหนองนาโมเดล มีการบรรยายศึกษาดูงานสถานที่จริง
โคกหนองนาโมเดลเป็นแนวทางการจัดการพื้นที่เกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งด้านอาหาร น้ำ และรายได้ แนวคิดนี้เป็นการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ โคก หนอง และนา โคกคือพื้นที่สูง ใช้สำหรับปลูกไม้ยืนต้น พืชอาหาร และพืชหลากหลายชนิด เพื่อสร้างความร่มรื่นและเป็นแหล่งอาหารระยะยาว หนองคือแหล่งน้ำที่ใช้กักเก็บน้ำฝนและน้ำใช้ในการเกษตร ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ส่วนนาเป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวและพืชอาหารหลัก ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางอาหาร การจัดระบบเช่นนี้ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า น้ำจากหนองสามารถนำไปใช้ในนาและพื้นที่โคกได้ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของทรัพยากรในระบบเดียวกัน พืชและสัตว์ในพื้นที่ช่วยเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้ระบบมีความแข็งแรงและยั่งยืน โคกหนองนาโมเดลยังช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง เพราะมีการกักเก็บน้ำและกระจายน้ำอย่างเหมาะสมตามฤดูกาล การปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่โคกช่วยให้มีอาหารและรายได้ตลอดทั้งปี การเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา ไก่ หรือเป็ด มักถูกผสมผสานในระบบเพื่อสร้างความหลากหลายของผลผลิต ของเสียจากสัตว์สามารถนำไปทำปุ๋ยหมักเพื่อบำรุงดิน ลดการใช้สารเคมี ระบบนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพราะสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โคกหนองนาโมเดลยังช่วยฟื้นฟูดิน น้ำ และป่าไม้ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ การมีพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำช่วยสร้างระบบนิเวศที่สมดุลและหลากหลาย ในระยะยาวช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวและชุมชน รวมทั้งสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตที่หลากหลายได้อย่างต่อเนื่อง การจัดการพื้นที่ต้องมีการวางแผนอย่างเหมาะสมตามสภาพภูมิประเทศและทรัพยากร เกษตรกรต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการน้ำ ดิน และพืชอย่างเป็นระบบ โคกหนองนาโมเดลยังส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ชุมชนสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และช่วยเหลือกันในการทำเกษตร ระบบนี้อดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นความพอประมาณและมีเหตุผล รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
โคกหนองนาโมเดลจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน และเป็นต้นแบบของการจัดการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน
5.ฐานการเรียนรู้การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ มีการบรรยายสาธิต
การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตพืชผักที่เน้นความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เช่น ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเจริญเติบโต การผลิตจะเน้นการใช้ธรรมชาติและวัสดุอินทรีย์ในการบำรุงดินและดูแลพืช เพื่อให้ระบบเกษตรมีความสมดุลและยั่งยืน หัวใจสำคัญของเกษตรอินทรีย์คือการดูแลดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพราะดินที่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของพืช จึงมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน
ดินที่มีอินทรียวัตถุสูงจะช่วยให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และระบายน้ำได้เหมาะสม การคลุมดินด้วยฟางหรือใบไม้แห้งช่วยรักษาความชื้น ลดวัชพืช และป้องกันการกระทบจากแสงแดดโดยตรง การปลูกผักอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ปลอดสารเคมีและเหมาะสมกับพื้นที่
การจัดการน้ำต้องเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อให้พืชเจริญเติบโตอย่างสมดุล การควบคุมศัตรูพืชจะใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การใช้สมุนไพร การใช้แมลงที่เป็นประโยชน์ และการปลูกพืชหลากหลายชนิด ความหลากหลายของพืชช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติ
การปลูกพืชหมุนเวียนช่วยฟื้นฟูดินและลดการสะสมของโรคพืชในพื้นที่ เกษตรอินทรีย์ยังช่วยลดต้นทุนในระยะยาว เพราะสามารถผลิตปัจจัยการผลิตเองได้ในฟาร์ม ผลผลิตที่ได้จะมีความปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้าง เหมาะต่อการบริโภค ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดีต่อสุขภาพและปลอดภัยจากสารเคมีอันตราย การทำเกษตรอินทรีย์ยังช่วยลดมลพิษในดิน น้ำ และอากาศ ส่งผลให้ระบบนิเวศในพื้นที่มีความสมดุลและหลากหลายมากขึ้น
จุลินทรีย์ในดินมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายอินทรียวัตถุและสร้างธาตุอาหารให้พืช การไม่ใช้สารเคมีช่วยให้สิ่งมีชีวิตในดินและสิ่งแวดล้อมไม่ถูกทำลาย เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นและลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก การวางแผนการปลูกและการจัดการฟาร์มอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ ในระยะยาวระบบนี้ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินและทรัพยากรธรรมชาติ ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครัวเรือนและชุมชน การทำเกษตรอินทรีย์สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นความพอประมาณและมีเหตุผล รวมถึงการมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เกษตรกรต้องมีความรู้และทักษะในการจัดการระบบนิเวศในแปลงปลูก รวมถึงการสังเกตและแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรมชาติ การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชุมชนช่วยพัฒนาการผลิตให้ดีขึ้น เกษตรอินทรีย์จึงเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเป็นทางเลือกสำคัญของการเกษตรในอนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืน

แนวคิด การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือการใช้ชีวิตแบบพอมีพอกิน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น มีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้น้อย รู้จักแบ่งปันให้คนอื่น ใช้ชีวิตไม่ประมาท รอบคอบ รู้จักเก็บออม มีคุณธรรมในการใช้ชีวิต มีเหตุมีผล มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเราพอเพียงแล้วสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ตั้งมั่นในการทำงานไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตามคติประจำใจว่า เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง บนพื้นฐานของความพอเพียง นายสุขสวัสดิ์ สารา มีแนวคิดว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตนั้นควรเริ่มต้นจากตนเองก่อน และพัฒนาตนเองอย่างมีคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ จนชีวิตมีอยู่มีกิน มีใช้มีออม สมาชิกในครอบครัวมีความสุข เมื่อครอบครัวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีความสุขแล้ว จึงขยายผลสู่คนอื่นและชุมชน โดยใช้ความรู้ความสามารถที่มี และจิตใจที่เป็นคุณธรรม มุ่งแบ่งปันทำงานอย่างต่อเนื่อง แนะทำประโยชน์ให้ชุมชน จนชุมชนมีความเข้มแข็ง เป็นผู้ขยายผลการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ ซึ่งนายสุขสวัสดิ์ สารา ได้ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ปี 2557 เพราะเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเยี่ยมราษฎร ซึ่งช่วยจุดประกาย ให้อยากช่วยพระองค์อีกแรงหนึ่งทำให้ปัจจุบันเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยได้มีคณะต่างๆทุกภาคส่วน ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียง มาศึกษาดูงานแผนชุมชน กิจกรรมต่างๆ มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้
การขยายผลองค์ความรู้สู่ชุมชน
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

นายสุขสวัสดิ์ สารา (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ นายสุขสวัสดิ์ สารา
1 พื้นที่เกษตรที่ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลต่อระบบนิเวศในดินอย่างไร
2 การกลับกองปุ๋ยหมักมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร
3 เกษตรกรคนหนึ่งเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ผลใดมีโอกาส เกิดขึ้นมากที่สุด
4 ปุ๋ยหมักชีวภาพมีผลต่อดินอย่างไร
5 ปุ๋ยหมักชีวภาพช่วยส่งเสริมสิ่งมีชีวิตในดินอย่างไร
6 เกษตรกรสองคนปลูกพืชชนิดเดียวกัน คนแรกใช้ดินปลูกชีวภาพ อีกคนใช้ดินที่ไม่ได้ปรับปรุง หากเปรียบเทียบผลผลิตและต้นทุน ข้อใดมีแนวโน้มถูกต้องที่สุด
7 ชาวสวนคนหนึ่งเปลี่ยนจากการใช้ดินธรรมดามาใช้ดินปลูกชีวภาพในการปลูกผัก ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาวคือข้อใด
8 นักเรียนกลุ่มหนึ่งทำดินปลูกชีวภาพโดยใส่ปุ๋ยหมักในปริมาณมากเกินไป ผลที่อาจเกิดขึ้นคือข้อใด
9 ชุมชนที่ทำเกษตรผสมผสานร่วมกันจะเกิดผลดีด้านใดมากที่สุด
10 หากพื้นที่เกษตรมีการปลูกพืชหลากหลายชนิด จะส่งผลต่อศัตรูพืชอย่างไร
11 เกษตรกรที่ปรับมาใช้เกษตรผสมผสานและลดการใช้สารเคมี จะส่งผลต่อผู้บริโภคอย่างไร
12 ในระยะยาว การทำเกษตรผสมผสานส่งผลต่อความยั่งยืนอย่างไร
13 หากราคาพืชหลักตกต่ำ เกษตรกรที่ทำเกษตรผสมผสานจะได้รับผลกระทบอย่างไร
14 การทำโคกหนองนาโมเดลช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมหรือน้ำแล้งได้อย่างไร
15 น้ำจากหนองถูกนำไปใช้ในนาข้าวและแปลงผัก แสดงถึงหลักการใด
16 หากใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ยังย่อยสลายไม่สมบูรณ์ลงในแปลงผัก จะเกิดผลใด
17 การใช้ปุ๋ยหมักในแปลงผักอินทรีย์ช่วยอะไรมากที่สุด
18 เกษตรกรใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีในแปลงผัก ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาวคือข้อใด
19 เกษตรกรปลูกผักโดยใช้ปุ๋ยหมักและคลุมดินด้วยฟาง ประโยชน์ร่วมกันคือข้อใด
20 การใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับน้ำหมักชีวภาพจะช่วยอะไร
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ