1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

การทำเกษตรทฤษฎีใหม่

แหล่งเรียนรู้: นายวีรยุทธ วรรณศรี

รายละเอียดหลักสูตร

เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพระราชทานเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ประสบความเปราะบางด้านแหล่งน้ำและรายได้ โดยเน้นการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลักสูตรการทำเกษตรทฤษฎีใหม่มักแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน หลัก ดังนี้
ขั้นที่ 1: การผลิต (ระดับครัวเรือน)
เป็นขั้นที่ 2: การรวมพลัง (ระดับชุมชน)
เมื่อเกษตรกรสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการรวมกลุ่มกันในรูปแบบของ กลุ่มเกษตรกร หรือ สหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในด้าน:การจัดการพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก
(เฉลี่ยประมาณ 15 ไร่) โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ในสัดส่วน 30:30:30:10 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
ขั้นที่ 3: การร่วมมือ (ระดับธุรกิจ-องค์กร)
เป็นขั้นของการสร้างเครือข่ายนอกชุมชน เพื่อขยายธุรกิจและการทำกินให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยการประสานงานกับ

จำนวนชั่วโมงเรียน
1.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

การทำเกษตรทฤษฎีใหม่

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ พื้นที่ส่วน 30% สำหรับพืชไร่และพืชสวน ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้หมุนเวียนและช่วยให้มีอาหารหลากหลายไว้บริโภคตลอดปี โดยมีเนื้อหาหลักที่ควรคำนึงถึงดังนี้

1. การคัดเลือกชนิดพืช (เน้นความหลากหลาย)
หลักการสำคัญคือไม่ควรปลูกพืชเพียงชนิดเดียว (Monoculture) แต่ควรปลูกแบบผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาและโรคพืช:

ไม้ผลและไม้ยืนต้น: ปลูกเพื่อเป็นรายได้ระยะยาวและสร้างร่มเงา เช่น มะม่วง, ขนุน, ส้มโอ, กล้วย หรือมะพร้าว

พืชผักสวนครัว: ปลูกเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เช่น พริก, กะเพรา, โหระพา, ตะไคร้ และผักบุ้ง

พืชไร่: เช่น ข้าวโพด, มันสำปะหลัง หรือถั่วต่างๆ ซึ่งมักปลูกในพื้นที่ที่น้ำเข้าไม่ถึงมากนัก

พืชสมุนไพร: เช่น ฟ้าทะลายโจร, ขมิ้นชัน หรือขิง เพื่อใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน

2. การจัดลำดับการปลูก (ความสูง 3 ระดับ)
เพื่อให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด เกษตรกรนิยมใช้เทคนิค "ผักพืช 3 ระดับ":

ระดับสูง (ไม้เรือนยอด): ไม้ยืนต้นให้ร่มเงาและผลผลิตระยะยาว

ระดับกลาง (ไม้พุ่ม): พวกมะนาว, มะละกอ หรือพืชผักที่ทนร่มรำไรได้

ระดับล่าง (พืชคลุมดิน): ผักสวนครัวขนาดเล็ก หรือพืชตระกูลถั่วเพื่อช่วยบำรุงดิน

3. การจัดการดินและปุ๋ย
การปรุงดิน: ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้และมูลสัตว์ในฟาร์ม เพื่อลดการใช้สารเคมีและประหยัดต้นทุน

การคลุมดิน: ใช้ฟางข้าวหรือหญ้าแห้งคลุมบริเวณโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นในดิน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน

การปลูกพืชตระกูลถั่ว: เพื่อช่วยตรึงไนโตรเจนกลับคืนสู่ดินตามธรรมชาติ

4. การจัดการน้ำ
ในขั้นตอนนี้จะมีการดึงน้ำจาก "สระน้ำ (30% แรก)" มาใช้:

ระบบน้ำ: หากมีงบประมาณอาจใช้ระบบน้ำหยดหรือสปริงเกอร์เพื่อความประหยัดน้ำ

การกักเก็บ: การปลูกพืชสวนรอบๆ สระน้ำจะช่วยให้พืชได้รับความชื้นจากสระได้ง่ายขึ้น

5. ตารางการผลิต (ปฏิทินเพาะปลูก)
ควรวางแผนปลูกพืชให้มีผลผลิตหมุนเวียนออกขายได้ "ทุกวัน ทุกสัปดาห์ และทุกเดือน":

รายวัน: เก็บผักสวนครัวขาย

รายเดือน: ผลไม้ตามฤดูกาล หรือพืชไร่ที่เก็บเกี่ยวสั้น

รายปี: ไม้ผลขนาดใหญ่ หรือไม้เศรษฐกิจ

การทำระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมันเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการเพิ่มผลผลิต เพราะปาล์มเป็นพืชที่ "กินน้ำเก่ง" โดยปาล์มที่ให้ผลผลิตแล้วต้องการน้ำเฉลี่ยถึง 150-200 ลิตร/ต้น/วัน หากขาดน้ำจะทำให้คอพับ ทะลายฝ่อ และทางใบเหี่ยว
การเลือกรูปแบบการให้น้ำ
ระบบที่นิยมและเหมาะสมที่สุดสำหรับสวนปาล์มมี 2 ประเภทหลัก:

ระบบมินิสปริงเกอร์ (Mini Sprinkler):

ข้อดี: กระจายน้ำได้ทั่วบริเวณเขตราก (ทรงพุ่ม) ติดตั้งง่าย ประหยัดงบกว่าระบบใหญ่

การติดตั้ง: นิยมวางหัวสปริงเกอร์ 1-2 หัวต่อต้น โดยเน้นฉีดเข้าบริเวณโคนต้นและรัศมีทรงพุ่ม

ระบบน้ำหยด (Drip Irrigation):

ข้อดี: ประหยัดน้ำที่สุด ลดการเกิดวัชพืชรอบนอก

ข้อเสีย: หัวน้ำหยดอุดตันง่าย และอาจให้ปริมาณน้ำไม่ทันใจในช่วงที่อากาศร้อนจัด
การคำนวณและการวางผัง
เพื่อให้ระบบทำงานได้เสถียร ควรคำนวณดังนี้:

แบ่งโซนการรดน้ำ: ไม่ควรเปิดน้ำพร้อมกันทั้งสวนหากปั๊มน้ำมีกำลังไม่พอ ควรแบ่งเป็นโซนๆ (Zone) โดยใช้โซลินอยด์วาล์วหรือวาล์วมือหมุน

ระยะเวลาการให้น้ำ: ควรคำนวณจากอัตราการจ่ายน้ำของหัวสปริงเกอร์ เช่น หากหัวจ่ายน้ำได้ 60 ลิตร/ชั่วโมง และต้องการน้ำ 180 ลิตร ต้องเปิดน้ำอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

การวางท่อ: ท่อเมนควรอยู่กึ่งกลางพื้นที่เพื่อกระจายแรงดันน้ำไปยังท่อแขนงให้เท่ากันมากที่สุด
เทคนิค "ให้น้ำอย่างไรให้ได้ผลผลิตสูง"
ให้สม่ำเสมอ: ปาล์มชอบความชื้นที่คงที่ การปล่อยให้ดินแห้งสนิทแล้วค่อยรดน้ำหนักๆ จะทำให้ปาล์มช็อกและผลผลิตชะงัก

ให้ถูกเวลา: ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ เช้ามืดหรือช่วงเช้า เพื่อให้พืชนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ทันที และลดการระเหยทิ้ง

ตรวจเช็คระบบ: หมั่นเดินดูหัวสปริงเกอร์ว่าตันหรือไม่ และล้างถังกรองสม่ำเสมอ

การใช้โซล่าร์เซลล์ในสวนเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากในระยะยาวครับ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หรือต้องการประหยัดค่าไฟจากการสูบน้ำที่มีการใช้งานทุกวัน

1. เลือกประเภทระบบให้เหมาะกับการใช้งาน
ในสวนส่วนใหญ่จะนิยมใช้ 2 ระบบหลัก:

ระบบสูบน้ำโดยตรง (DC Surface/Submersible Pump):

การทำงาน: แผงโซล่าร์เซลล์ต่อตรงเข้ากับปั๊มน้ำ (ผ่านกล่องคอนโทรล) ปั๊มจะทำงานเมื่อมีแสงแดด

ข้อดี: ราคาถูกที่สุด ทนทาน ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องมีแบตเตอรี่

เทคนิค: นิยมใช้สูบน้ำพักไว้ในแท็งก์สูงหรือสระพักน้ำในช่วงที่มีแดด แล้วค่อยปล่อยน้ำลงสวนตามรอบที่ต้องการ

ระบบ Hybrid (แดด + แบตเตอรี่/ไฟบ้าน):

การทำงาน: ใช้ไฟจากแผงแดดเป็นหลัก หากแดดหมดสามารถสลับไปใช้แบตเตอรี่หรือไฟบ้านได้

ข้อดี: สามารถตั้งเวลารดน้ำในช่วงเช้ามืดหรือค่ำได้

ข้อเสีย: ต้นทุนสูงกว่าเนื่องจากค่าแบตเตอรี่

2. การเลือกแผงโซล่าร์เซลล์
ปัจจุบันแผงที่นิยมมี 2 แบบ:

Mono-crystalline: ประสิทธิภาพสูงสุด ผลิตไฟได้ดีแม้แดดอ่อน (เหมาะกับพื้นที่ที่มีเมฆบ่อย)

Poly-crystalline: ราคาถูกกว่า ทนความร้อนได้ดี แต่ต้องการพื้นที่ติดตั้งมากกว่าเพื่อให้ได้ไฟเท่ากัน

เทคนิค: ควรเลือกแผงที่มีกำลังวัตต์ (W) รวมแล้ว สูงกว่า กำลังที่ปั๊มต้องการประมาณ 20-30% เพื่อชดเชยการสูญเสียในระบบและวันที่แดดไม่เต็มที่

3. การติดตั้งปั๊มน้ำโซล่าร์เซลล์
หัวใจสำคัญคือการเลือกปั๊มให้เหมาะกับแหล่งน้ำ:

ปั๊มหอยโข่ง (Surface Pump): ใช้สำหรับสูบน้ำจากสระ คลอง หรือบ่อที่น้ำลึกไม่เกิน 8 เมตร

ปั๊มซับเมอร์ส (Submersible Pump): ใช้สำหรับบ่อบาดาลที่ต้องดึงน้ำจากที่ลึก

4. 3 เทคนิคช่วยให้ระบบคุ้มค่าและอายุยืน
ทำระบบ "ธนาคารน้ำ": แทนที่จะใช้โซล่าร์เซลล์เปิดรดน้ำต้นไม้โดยตรง (ซึ่งแรงดันน้ำจะแกว่งตามแสงแดด) ให้ใช้ปั๊ม สูบน้ำขึ้นแท็งก์สูง หรือ พักในสระ ไว้ก่อน แล้วใช้แรงดันจากความสูง (Gravity) ปล่อยเข้าระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์ จะได้แรงดันที่คงที่กว่า

ความสะอาดคือหัวใจ: ฝุ่นและขี้นกบนแผงทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้ถึง 20% ควรทำความสะอาดแผงอย่างน้อยเดือนละครั้งด้วยน้ำสะอาด

มุมเอียงและการหันหน้าแผง: ในไทยควรหันแผงไปทาง ทิศใต้ และทำมุมเอียงประมาณ 15° เพื่อให้รับแดดได้ดีที่สุดตลอดทั้งปี

5. การประมาณการเบื้องต้น (ตัวอย่าง)
ชุดเล็ก (ปั๊ม 1 แรง): ใช้แผงประมาณ 3-4 แผง (340W-450W) เหมาะสำหรับสวนขนาดเล็ก 2-5 ไร่

ชุดกลาง (ปั๊ม 2 แรง): ใช้แผงประมาณ 6-8 แผง เหมาะสำหรับสวน 10-15 ไร่

ข้อควรระวัง
สายไฟ: ต้องใช้สายไฟสำหรับโซล่าร์เซลล์โดยเฉพาะ (สาย PV) และมีขนาดใหญ่พอเพื่อป้องกันแรงดันตก

สายดิน: การติดตั้งในที่โล่งแจ้งอย่างสวนปาล์ม ต้องมีสายดินและระบบกันฟ้าผ่า เพื่อป้องกันอุปกรณ์พังเสียหายในช่วงพายุฝน

เทคนิคการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
1. การใช้ "น้ำหมักชีวภาพ" (Bio-Extract) ในสวนปาล์มหรือสวนผลไม้ เป็นกลยุทธ์ที่ดีมากในการลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและปรับปรุงโครงสร้างดินในระยะยาวครับ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดินแล้ว ยังช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารที่มีอยู่เดิมได้ดีขึ้นด้วย
สูตรน้ำหมักหลักที่ช่วยลดต้นทุนได้จริง
เราสามารถแยกสูตรตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้ดังนี้ครับ:

สูตรเร่งการเจริญเติบโต (ไนโตรเจนสูง):

วัตถุดิบ: ผักบุ้ง, หน่อกล้วย หรือเศษผักใบเขียว 3 ส่วน : น้ำตาลทรายแดงหรือกากน้ำตาล 1 ส่วน

การใช้งาน: ช่วยเร่งใบ เร่งการแตกยอดใหม่ในพืชกินใบหรือปาล์มระยะก่อนให้ผลผลิต

สูตรขยายขนาดผลและเพิ่มความหวาน (โพแทสเซียมสูง):

วัตถุดิบ: ผลไม้สุก (มะม่วง, มะละกอ, กล้วยสุก) 3 ส่วน : กากน้ำตาล 1 ส่วน

การใช้งาน: ฉีดพ่นหรือราดโคนในช่วงพืชกำลังติดดอกออกผล ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น

สูตรจุลินทรีย์หน่อกล้วย (บำรุงดิน):

วัตถุดิบ: หน่อกล้วยใบกว้างสูงไม่เกิน 1 เมตร (ขุดมาทั้งรากและดินโคนต้น) สับละเอียด 3 ส่วน : กากน้ำตาล 1 ส่วน

การใช้งาน: เป็นหัวเชื้อชั้นดีในการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุย

2. เทคนิคการหมักให้ได้คุณภาพ (Standard Ratio)
อัตราส่วนมาตรฐานที่นิยมคือ 3:1:10 (วัตถุดิบ : กากน้ำตาล : น้ำสะอาด)

ภาชนะ: ควรใช้ถังพลาสติกที่มีฝาปิดสนิท (ไม่ควรใช้ภาชนะโลหะเพราะน้ำหมักมีฤทธิ์เป็นกรด)

อากาศ: ในช่วง 7 วันแรก ควรคนน้ำหมักทุกวันเพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับอากาศ หลังจากนั้นปิดฝาให้สนิท

ระยะเวลา: หมักไว้อย่างน้อย 15-30 วัน น้ำหมักที่ดีจะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวและมีฝ้าขาวๆ (ราขาว) บนผิวหน้า

3. วิธีการนำไปใช้อย่างประหยัดและเห็นผล
การใช้น้ำหมักไม่ใช่การใช้แทนปุ๋ยเคมี 100% แต่เป็นการ "เสริมและลด" เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดครับ:

ผสมน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสม: โดยทั่วไปใช้ 1:500 หรือ 1:1,000 (น้ำหมัก 20-40 ซีซี ต่อหน้ำ 20 ลิตร) หากเข้มข้นเกินไป ใบอาจไหม้ได้

ให้ไปพร้อมระบบน้ำ (Fertigation): หากคุณมีระบบมินิสปริงเกอร์อยู่แล้ว สามารถติดตั้ง "ถังจ่ายปุ๋ย" (Venturi Injector) เพื่อปล่อยน้ำหมักไปพร้อมกับการรดน้ำ ช่วยประหยัดแรงงานในการเดินฉีดพ่น

ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี: การใช้น้ำหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีจะช่วยให้จุลินทรีย์ไปตรึงธาตุอาหารไว้ไม่ให้ระเหยหรือถูกชะล้างไปง่ายๆ ทำให้เราสามารถ ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ 30-50%

การให้ความรู้โดยการนำลงใน "แปลงสวนปาล์มจริง" ถือเป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับงานเกษตรกรรม เพราะเป็นการเปลี่ยนจาก "ภาพจำ" ในตำรา ให้กลายเป็น "ทักษะ" จากประสบการณ์ตรง โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้

1. การเชื่อมโยงทฤษฎีสู่สภาวะแวดล้อมจริง (Contextualization)
ในตำราอาจบอกว่า "พืชขาดสารอาหารจะมีใบสีเหลือง" แต่ในแปลงจริง สีเหลืองอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ดินเปรี้ยว แมลงรบกวน หรือน้ำท่วมขัง

เห็นภาพรวม: ผู้เรียนจะเข้าใจว่าสภาพดิน ฟ้า อากาศ และความลาดชันของพื้นที่ มีผลต่อการเติบโตของพืชอย่างไร

วิเคราะห์หน้างาน: ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักการสังเกตและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมักจะมีตัวแปรซับซ้อนกว่าในบทเรียน

2. การสร้าง "ทักษะความชำนาญ" (Skill Mastery)
ทักษะทางการเกษตรหลายอย่างเป็น Tacit Knowledge หรือความรู้ที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก แต่ต้องอาศัยการสัมผัสและการลงมือทำ

การใช้เครื่องมือ: เช่น การจับเคียวตัดปาล์ม การใช้เครื่องพ่นยา หรือการตอนกิ่ง ซึ่งต้องอาศัยจังหวะ น้ำหนักมือ และท่าทางที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

การฝึกประสาทสัมผัส: การดมกลิ่นดิน การสัมผัสความชื้นของใบ หรือการเคาะดูความสุกของผลไม้ สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกในที่จริงเท่านั้น

3. การเรียนรู้จาก "ปัญหาจริง" (Problem-Based Learning)
ในแปลงสวนมักมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า: ผู้เรียนจะได้เห็นวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญจัดการกับปัญหาตรงหน้า เช่น เจอโรคระบาดในจุดที่เข้าถึงยาก หรือระบบน้ำขัดข้อง

บทเรียนจากความผิดพลาด: หากทำผิดในแปลงสาธิต จะมีผู้สอนคอยชี้แนะทันที (Immediate Feedback) ทำให้จำได้แม่นยำกว่าการอ่านเฉลยในหนังสือ

4. การกระตุ้นความสนใจและความจำ (Retention & Engagement)
การเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย (Kinesthetic Learning) ช่วยให้สมองจดจำข้อมูลได้นานกว่าการนั่งฟังเพียงอย่างเดียว

สร้างประสบการณ์ร่วม: การได้เดินในสวน ได้กลิ่นดิน ได้เห็นแมลง ทำให้ผู้เรียนมีความรู้สึกร่วมกับเนื้อหา ส่งผลให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น

การซักถามที่ตรงจุด: เมื่อเห็นของจริง ผู้เรียนจะเกิดคำถามที่ลึกซึ้งและนำไปใช้งานได้จริงมากกว่าคำถามเชิงทฤษฎี
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่
1 วัตถุประสงค์หลักของเกษตรทฤษฎีใหม่คืออะไร
2 สัดส่วนการจัดการพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นต้น (ขั้นที่ 1) คือข้อใด
3 หัวใจสำคัญของสัดส่วนพื้นที่ 30:30:30:10 คืออะไร
4 การเลี้ยงปลาในสระน้ำตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ประโยชน์อย่างไร
5 พืชระดับต่ำในระบบ 'ผักพืช 3 ระดับ' คือพืชลักษณะใด
6 ในฤดูแล้ง เกษตรกรทฤษฎีใหม่จะนำน้ำมาจากไหนมาใช้
7 การจัดการ 'พื้นที่อยู่อาศัย' นอกจากบ้านแล้วควรมีสิ่งใดรวมอยู่ด้วย
8 ข้อใดเป็นหัวใจของ 'ความพอเพียง' ในเกษตรทฤษฎีใหม่
9 เกษตรทฤษฎีใหม่ช่วยแก้ปัญหาเรื่อง 'ดิน' ได้อย่างไร
10 พืชสมุนไพรมีบทบาทอย่างไรในเกษตรทฤษฎีใหม่
11 ความสำเร็จของเกษตรทฤษฎีใหม่วัดได้จากสิ่งใด
12 พื้นที่ 30% แรกในเกษตรทฤษฎีใหม่กำหนดให้ทำสิ่งใด
13 เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เน้นเรื่องใดเป็นสำคัญ
14 แนวคิด 'พึ่งตนเอง' ในขั้นที่ 1 หมายถึงสิ่งใดชัดเจนที่สุด
15 การปลูกพืชหลายชนิดรวมกันช่วยลดความเสี่ยงเรื่องใด
16 การรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ในขั้นที่ 2 ให้ประโยชน์ด้านใดเด่นชัดที่สุด
17 ข้อใดไม่ใช่พืชที่ควรปลูกในพื้นที่พืชไร่พืชสวน (30% ที่สาม)
18 หลักการสำคัญที่สุดของ 'เกษตรทฤษฎีใหม่' ตามแนวพระราชดำริคืออะไร
19 ในสัดส่วนพื้นที่ 10% สุดท้าย ตามแนวทางทฤษฎีใหม่ควรจัดสรรเป็นอะไร
20 ข้อใดคือลักษณะของเกษตรทฤษฎีใหม่ 'ขั้นที่ 3'
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ