1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านปากซวด

แหล่งเรียนรู้: ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านปากซวด

รายละเอียดหลักสูตร

การรจัดการศึกษาตลอดชีวิตเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคนในชุมชนให้มีความรู้ ทักษะ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยยึดหลักการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ความต้องการของประชาชน และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจึงเป็นกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชุมชน

จำนวนชั่วโมงเรียน
3.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านปากซวด

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

ชุมชนบ้านปากซวดตั้งถิ่นฐานบริเวณเขาต่อเต่า หมู่ที่ 6 ต.พะแสง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี
มายาวนานกว่า 200 ปี มีอาชีพทำเกษตร และเก็บหาของป่าเป็นหลัก ในปี 2523 ได้เริ่มจัดตั้งอุทธยานแห่งชาติ
เขาสก และก่อสร้างเขื่อนรัชชประภา ทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทาง และชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุกป่า ต่อมาเริ่มทำเกษตรเชิงเดี่ยว จึงเกิดปัญหากับอุทยานเรื่องที่ดินทำกินทับซ้อนในพื้นที่ป่า ปี พ.ศ. 2554-2557 ชุมชนและอุทยานฯ
หันหน้าเข้าหากันและร่วมกันพัฒนาแนวคิด อนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน กำหนดขอบเขตป่าอนุรักษ์ และขอบเขตที่ดินทำกินร่วมกัน ชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยว (ยางพารา และ ปาล์มน้ำมัน) เป็นป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง อีกทั้งสร้างฝ่ายในคลองบางครก ห้วยสาขา และขุดคลองสระหนองกก เพื่อกักเก็บสำรองน้ำ จนมีน้ำเพียงพอต่อการทำเกษตร อุปโภคและบริโภค รวมทั้งก่อตั้งกองทุนต่างๆ พัฒนาเป็นสวัสดิการในระดับหมู่บ้าน ยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อความสุขที่ยั่งยืน และเป็นตัวอย่างให้แก่ชุมชน ข้างเคียง
โดยการดำเนินงานที่ผ่านมา ภายใต้การนำ ของผู้ใหญ่วัชรินทร์ มุกดา และหน่วยงานต่างๆในอำเภอบ้านตาขุน ที่ให้ความร่วมมือ โดยมีมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้ามาดูแล และจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์การจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยได้มีพิธีการเปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติอย่างเป็นทางการขึ้น ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

วัชรินทนายร์ มุกดา ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนบ้านปากซวด เล่าว่า การบริหารจัดการน้ำชุมชนบ้านปากซวด เริ่มต้นมาจากผลกระทบของการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรง เมื่อปี พ.ศ. 2523 – 2530 เมื่อป่าต้นน้ำถูกบุกรุกทำลาย ทำให้น้ำอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรขาดแคลน ชาวบ้านต้องเลือกปลูกพืชที่ทนสภาพแล้งได้ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา เมื่อชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมากจึงรวมตัวกันหาทางแก้ไข ด้วยการสร้างฝายกักเก็บน้ำในลำคลองบางครก ได้ลองผิดลองถูกเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี โดยไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลช่วยเหลืออย่างจริงจังจนกระทั่งปี พ.ศ. 2553 ชุมชนบ้านปากซวด ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ที่บ้านผาชัน จังหวัดอุบลราชธานี รู้สึกดีใจมากเพราะได้รับความรู้เรื่องการเก็บข้อมูลแหล่งน้ำ การเขียนแผนที่ผังน้ำ และวิเคราะห์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ในชุมชน เมื่อกลับมาถึงชุมชน ได้เริ่มทำตามขั้นตอนที่วิทยากรและอาจารย์แนะนำมา พร้อมกับติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำงานร่วมกัน ปี พ.ศ.2554 ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์รอยบุญ รัศมีเทศ ให้ดำเนินงานแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกับชุมชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างดี และเกิดการบริหารจัดการน้ำชุมชนขึ้นอย่างจริงจัง การดำเนินงานได้เริ่มต้นจากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรมควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำ โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ให้ชุมชนรู้จักใช้ข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ แผนที่ เครื่อง GPS มาช่วยในการแก้ปัญหา แนะนำเรื่องการก่อสร้างฝาย อาคารระบายน้ำล้น สระน้ำแก้มลิง ระบบกรองน้ำดื่ม ทำให้ชุมชนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อชุมชนเริ่มมีน้ำ ป่าก็เกิดขึ้นมากมาย จนมีน้ำใช้เพียงพอและกำหนดกติกาและขอบเขตการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า จัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน

สภาพปัญหา
ชุมชนบ้านปากซวดตั้งถิ่นฐานบริเวณเทือกเขาตอเต่า ต.พะแสง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี นานกว่า 200 ปี ปัจจุบันเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำของเขื่อนรัชชประภา ชุมชนใช้น้ำจากคลองบางครกหล่อเลี้ยงชีวิต มีอาชีพทำการเกษตรและเก็บหาของป่าเป็นหลัก ในปี พ.ศ. 2523 เริ่มจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาสกและก่อสร้างเขื่อนรัชชประภา ทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทาง ชุมชนได้รับผลกระทบ และมีปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก เกิดการบุกรุกป่า เพื่อทำเกษตรเชิงเดี่ยว สวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน แหล่งน้ำธรรมชาติถูกทำลาย ในปี พ.ศ. 2537 ปัญหาเริ่มขยายความรุนแรง เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ชาวบ้านถูกแจ้งจับในข้อหาบุกรุกป่าเกือบทุกครัวเรือน และชุมชนไม่สามารถเข้าไปพัฒนาและจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำ

ป่า 3 อย่าง (อธิบายเชิงลึก)
1. ป่าไม้ใช้สอย

คือการปลูกไม้ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอก

ลักษณะเด่น: โตเร็ว ทนทาน ใช้งานได้หลากหลาย
การใช้ประโยชน์:
สร้างบ้าน ทำรั้ว ทำเครื่องมือการเกษตร
ใช้เป็นฟืนหรือทำถ่าน
ความสำคัญ:
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และลดการตัดไม้จากป่าธรรมชาติ
ตัวอย่างในพื้นที่ภาคใต้: ไผ่ สะเดา กระถิน เทียม
2. ป่าไม้กินได้

คือพืชหรือไม้ที่ให้ผลผลิตเป็นอาหาร

ลักษณะเด่น: เก็บกินได้ต่อเนื่อง ปลูกง่าย เหมาะกับพื้นที่
การใช้ประโยชน์:
เป็นแหล่งอาหารประจำวัน เช่น ผัก ผลไม้ สมุนไพร
เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
ความสำคัญ:
ลดรายจ่ายด้านอาหาร และช่วยให้ครอบครัวมีอาหารปลอดภัย
ตัวอย่าง: มะม่วง กล้วย มะพร้าว ผักพื้นบ้าน เห็ด
3. ป่าไม้เศรษฐกิจ

คือพืชหรือไม้ที่ปลูกเพื่อสร้างรายได้

ลักษณะเด่น: มีมูลค่าทางตลาด สามารถขายได้
การใช้ประโยชน์:
ขายผลผลิต เช่น ผลไม้ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน
ขายไม้มีค่าเมื่อโตเต็มที่
ความสำคัญ:
สร้างรายได้ให้ครัวเรือน และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
ข้อควรระวัง:
ไม่ควรปลูกเชิงเดี่ยวมากเกินไป ควรผสมผสานกับพืชอื่นเพื่อลดความเสี่ยง
🌱 ประโยชน์ 4 อย่าง (อธิบายเชิงลึก)
1. พอกิน
มีอาหารจากธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ และโปรตีนจากระบบนิเวศ
ลดการซื้ออาหารจากตลาด
ส่งเสริมสุขภาพ เพราะเป็นอาหารปลอดสาร
2. พอใช้
มีวัสดุใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ไม้ ฟืน สมุนไพร
ลดการพึ่งพาสินค้าภายนอก
เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
3. พออยู่
มีวัสดุสำหรับสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย
สภาพแวดล้อมน่าอยู่ ร่มรื่น
ลดต้นทุนการดำรงชีวิตในระยะยาว
4. พอร่มเย็น (สิ่งแวดล้อมสมดุล)
ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดินและแหล่งน้ำ
เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
ลดอุณหภูมิและปัญหาโลกร้อน
ป้องกันการพังทลายของดิน
🌿 การเชื่อมโยงทั้งระบบ (หัวใจสำคัญ)

แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่ “ปลูกป่า” แต่คือ
👉 การออกแบบพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ครบทุกด้านในแปลงเดียว
เช่น

ปลูกไม้สูง (ไม้เศรษฐกิจ)
ปลูกไม้กลาง (ไม้ผลกินได้)
ปลูกไม้เตี้ย/ผัก (กินได้เร็ว)
มีไม้ใช้สอยแทรกในพื้นที่

จะทำให้เกิดทั้ง อาหาร รายได้ และสิ่งแวดล้อมที่ดีไปพร้อมกัน

📌 สรุปแบบเข้าใจง่าย

“ปลูกป่าให้ได้กิน ได้ใช้ ได้ขาย และได้รักษาธรรมชาติไปพร้อมกัน”

เกิดระบบสำรองน้ำ เพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตร
ระบบสำรองน้ำ คลองบางครก
บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ร่วมกันพัฒนาคลอง เมื่อชุมชนบ้านปากซวด ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำ ทั้งจากการบุกรุกป่า และการเปลี่ยนเส้นทางน้ำ โดยเฉพาะปัญหาน้ำแล้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ในปี พ.ศ. 2532 ชุมชนจึงได้เริ่มแนวคิดพัฒนาคลองบางครก ซึ่งเป็นคลองสายหลักที่ไหลผ่าน คิดหาวิธีกักเก็บน้ำไว้ในพื้นที่ ควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ

20บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยสร้างฝายกักเก็บน้ำและฝายชะลอน้ำ รวมทั้งสิ้น 19 ฝาย เพื่อสำรองน้ำในคลองบางครกและลำห้วยสาขา ช่วยชะลอความแรงของน้ำ ยกระดับน้ำและกระจายน้ำเข้าพื้นที่เกษตร มีปริมาณน้ำสำรองหน้าฝาย 169,750 ลูกบาศก์เมตร รวมทั้งขุดสระหนองกก พื้นที่ 9 ไร่ ทำหน้าที่เป็นแก้มลิง ปริมาณน้ำ 103,680 ลูกบาศก์เมตร เพื่อกักเก็บสำรองน้ำและสามารถเติมน้ำเข้าสู่คลองบางครก ให้เพียงพอต่อการทำการเกษตรในฤดูแล้งของทุกปี สามารถกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตร พื้นที่ 481 ไร่ ป่าต้นน้ำกลับมาอุดมสมบูรณ์ ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น มีน้ำใช้เพียงพอตลอดปี สำหรับ 141 ครัวเรือน 585 คน และจากสถานการณ์ภัยแล้งปี 2559 มีชุมชนข้างเคียงขอซื้อน้ำจากชุมชนปากซวดเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำขาดแคลนด้วย

น้ำสะอาดเพื่อการบริโภค
21บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
22บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปรับปรุงซ่อมแซมระบบน้ำดื่ม ในอดีตชุมชนบ้านปากซวดขาดแคลนน้ำ เนื่องจากป่าไม้ถูกบุกรุกและขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำ จึงส่งผลกระทบต่อน้ำต้นทุนสำหรับบริโภค ซึ่งโรงผลิตน้ำดื่มที่มีอยู่เดิมมีสภาพชำรุด ทำให้ต้องจัดหาน้ำดื่มจากพื้นที่ใกล้เคียงมานานกว่า 20 ปี

เมื่อชุมชนร่วมกันฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ มีน้ำต้นทุนที่เพียงพอ จากฝายกักเก็บสำรองน้ำไว้ในคลองบางครกและสระเก็บน้ำหนองกกที่ใช้สำหรับผลิตน้ำดื่มและทำการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2554 คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ได้ปรับปรุงระบบน้ำดื่มและซ่อมแซมโรงผลิตน้ำดื่มให้กลับมาใช้งานได้ เพื่อให้ชุมชนกว่า 118 ครัวเรือน มีน้ำสะอาดสำหรับบริโภค ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มได้ประมาณ 25,000 บาทต่อเดือน

ชุมชนร่วมกันจัดตั้งกองทุนในระดับหมู่บ้าน เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการใช้ชีวิต ลดการพึ่งพาหน่วยงานท้องถิ่น บริหารงานโดยสมาชิกในหมู่บ้าน จนสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน เกิดเป็นสวัสดิการสาธารณประโยชน์ของชุมชนในด้านต่างๆ ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา อาชีพ รวมทั้งเป็นกองทุนที่ช่วยเหลือชุมชนยามเกิดภัยธรรมชาติ และสนับสนุนการดำเนินงานบริหารจัดการน้ำชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกกองทุนทั้งสิ้น 585 คน มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 2เกิดกองทุนชุมชน ความสุขที่ยั่งยืน ล้านบาท มีจำนวน 4 กองทุน ดังนี้

กองทุนปาล์มน้ำมัน
23บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
กองทุนปาล์มสร้างรายได้ เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2555 โดยจัดตั้งคณะกรรมการในหมู่บ้าน เป็นผู้แทนของชุมชนดูแลและบริหารจัดการผลประโยชน์ที่เกิดจากปาล์มน้ำมัน แบ่งพื้นที่ปลูกปาล์มออกเป็น 2 ส่วน คือ ริมถนน จำนวน 1,116 ต้น และแปลงสาธารณะของหมู่บ้านพื้นที่ 540 ไร่ สร้างรายได้ให้ชุมชน จำนวน 125,000 บาทต่อปี

กองทุนน้ำดื่มชุมชน
24บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
น้ำดื่มสะอาดในชุมชน เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2554 บริหารงานโดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดต้นทุนจัดหาน้ำดื่มจากภายนอก และให้ชาวบ้านได้ดื่มน้ำสะอาด มีคุณภาพ ปัจจุบันมีรายได้เข้ากองทุนน้ำดื่ม 438,000 บาทต่อปี

กองทุนหมูหลุมและไก่
05 25บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
กองทุนหมูและไก่ เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2552 ควบคู่กับกองทุนปุ๋ย เพื่อลดภาระการจัดหาพันธุ์ลูกหมูและไก่ของเกษตรกรที่มีต้นทุนการผลิตน้อย เกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงหมูและไก่ สามารถลงทะเบียนรับลูกหมูและไก่เพื่อไปขยายพันธุ์ได้ฟรี อีกทั้งได้นำมูลสัตว์ไปเป็นส่วนผสมของปุ๋ย สร้างรายได้ให้ชุมชนจำนวน 20,000 บาทต่อปี

กองทุนปุ๋ย
26บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
กองทุนปุ๋ย เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2552 เพื่อลดภาระการจัดหาปุ๋ยเคมีจากนอกพื้นที่ ซึ่งมีราคาแพง โดยใช้วัสดุในพื้นที่ เช่น แกลบ ขี้หมู ขี้ค้างคาว และกากปาล์มน้ำมัน สามารถลดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ยได้ 3,480 บาทต่อครัวเรือนต่อปี
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านปากซวด (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านปากซวด
1 แนวคิด “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” เป็นพระราชดำริของใคร
2 “ป่าไม้ใช้สอย” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร
3 ข้อใดคือ “ป่าไม้กินได้”
4 ประโยชน์ข้อใดหมายถึง “สิ่งแวดล้อมดี”
5 การปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันเรียกว่าอะไร
6 ปัญหาหลักของชุมชนบ้านปากซวดในอดีตคืออะไร
7 สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำคืออะไร
8 ชุมชนเริ่มพัฒนาคลองบางครกในปี พ.ศ. ใด
9 ฝายมีหน้าที่หลักคืออะไร
10 ชุมชนบ้านปากซวดมีการสร้างฝายทั้งหมดกี่แห่ง
11 “หนองกก” ทำหน้าที่อะไร
12 พื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากระบบน้ำมีประมาณเท่าไร
13 กองทุนน้ำดื่มชุมชนเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. ใด
14 กองทุนใดช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่ม
15 กองทุนปาล์มน้ำมันสร้างรายได้ประมาณปีละเท่าไร
16 กองทุนหมูและไก่มีจุดเด่นอย่างไร
17 กองทุนปุ๋ยช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนประมาณเท่าไรต่อปี
18 จำนวนสมาชิกกองทุนในชุมชนมีทั้งหมดกี่คน
19 เงินทุนหมุนเวียนของกองทุนชุมชนประมาณเท่าไร
20 แนวคิดหลักของการจัดการชุมชนบ้านปากซวดคืออะไร
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ