1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

การทำเกษตรปาล์มน้ำมันและระบบการใช้น้ำในสวนปาล์มน้ำมัน

แหล่งเรียนรู้: โครงการระบบสงเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี2564 แปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการปลูกและจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนในระบบการเกษตร

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานเกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน การเลือกพื้นที่และการเตรียมดิน การคัดเลือกพันธุ์ การปลูกและการดูแลรักษาในแต่ละระยะการเจริญเติบโต รวมถึงการจัดการสวนในระยะให้ผลผลิต การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี

ในส่วนของระบบน้ำ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความต้องการน้ำของปาล์มน้ำมัน ประเภทของระบบให้น้ำ เช่น ระบบน้ำหยด ระบบสปริงเกลอร์ และระบบมินิสปริงเกลอร์ การออกแบบและติดตั้งระบบน้ำ การบำรุงรักษา และการจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบให้น้ำอัตโนมัติและเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน

นอกจากนี้ หลักสูตรยังเน้นการวางแผนต้นทุนและผลตอบแทน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และแนวทางการทำเกษตรปาล์มน้ำมันแบบยั่งยืน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งในระดับครัวเรือนและเชิงพาณิชย์

จำนวนชั่วโมงเรียน
1.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

การทำเกษตรปาล์มน้ำมันและระบบการใช้น้ำในสวนปาล์มน้ำมัน

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

วิดีโอนี้เป็นการรวบรวมความรู้เรื่องการจัดการสวนปาล์มน้ำมันสำหรับมือใหม่ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุนันท์ สีรี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้ครับ:

1. การเลือกสายพันธุ์และการปลูกร่วมกัน
สายพันธุ์ซีรัด (Cirad): มีความทนแล้งสูง ลำต้นและทางใบใหญ่ ให้ผลผลิตดกในช่วงต้นปี (มกราคม - เมษายน)

สายพันธุ์โกเด้น (Golden): ทลายขนาดกลางแต่เนื้อเยอะ เมล็ดเล็ก ให้ผลผลิตสูงช่วงกลางปี (มิถุนายน - กันยายน)

เทคนิค: แนะนำให้ปลูกทั้ง 2 สายพันธุ์ร่วมกันในแปลง เพื่อให้มีผลผลิตออกจำหน่ายต่อเนื่องตลอดทั้งปี ลดช่วงปาล์มขาดคอ

2. การจัดการโรคและแมลงในระยะต้นกล้า
โรคใบจุดตากบ: เกิดจากเชื้อราและความชื้นสูง แก้ไขโดยการวางต้นกล้าให้ห่างกันเพื่อระบายอากาศ หรือตัดใบที่เป็นโรคไปเผาทำลาย

แมลง (หนอนร่าน): มักกัดกินใบทำให้ต้นโตช้า ป้องกันโดยไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปจนใบฉ่ำน้ำ และใช้กับดักกาวเหนียวเพื่อดักตัวเต็มวัย (ผีเสื้อกลางคืน)

3. การเตรียมพื้นที่และการปลูก
ระยะปลูก: แนะนำแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า 10 x 10 x 10 เมตร และวางแนวเหนือ-ใต้ เพื่อให้ได้รับแสงแดดเต็มที่

การรองก้นหลุม: ใช้ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก และร็อคฟอสเฟต (0-3-0) เพื่อช่วยให้รากแตกตัวได้ดีและตั้งตัวเร็ว

ระดับการปลูก: ควรให้โคนต้นอยู่ในระดับเดียวกับหน้าดิน ไม่ลึกหรือตื้นเกินไป เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์

4. การจัดการปุ๋ยตามช่วงอายุ
ปาล์มเล็ก (1-3 ปี): เน้นปุ๋ย ไนโตรเจน (ตัวหน้า) เพื่อขยายขนาดลำต้นและเพิ่มจำนวนท่อลำเลียงน้ำ/อาหาร

ปาล์มโต (8-9 ปีขึ้นไป): เน้นปุ๋ย โพแทสเซียม (ตัวหลัง) เพื่อช่วยลำเลียงน้ำตาลไปสะสมที่ทลาย ทำให้ทลายใหญ่และน้ำหนักดี

5. การจัดการหลังน้ำท่วม
เมื่อน้ำลด ให้ใช้สารปรับปรุงดิน (ปูนขาว, โดโลไมท์) เพื่อปรับสภาพดินก่อน

ข้อควรระวัง: ห้ามใส่ปุ๋ยเคมีทันทีหลังน้ำลด เพราะระบบรากยังถูกทำลายอยู่ ควรให้ต้นฟื้นตัวและใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความร่วนซุยก่อน

การเลือกต้นกล้าที่สมบูรณ์ โดยสังเกตจากลักษณะทางใบและทรงต้นที่สอดคล้องกับส่วนใหญ่ในแปลง จะช่วยให้เริ่มทำสวนได้อย่างมั่นคงครับ

การให้ระบบน้ำหยดในสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตในช่วงฤดูแล้ง (ช่วงเดือนมกราคม - เมษายน) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

1. ปริมาณน้ำที่ควรให้
จากการทดลองพบว่า ปาล์มที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป ควรได้รับน้ำประมาณ 450 ลิตรต่อต้นต่อวัน ในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งเป็นอัตราที่บริษัทใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์

การให้ที่น้ำเพียงพอจะช่วยให้ ดอกปาล์มไม่ฝ่อ และช่วยเพิ่มจำนวนทลายให้มากขึ้น

2. ทำไมต้องเป็น "ระบบน้ำหยด"?
วิดีโอได้เปรียบเทียบการให้น้ำหลายรูปแบบเพื่อดูความคุ้มค่า:

ระบบสปริงเกอร์และพ่นฝอย: มักได้รับความเสียหายจากการเข้าทำงานของเครื่องจักรหรือคนในสวน ทำให้มีค่าซ่อมบำรุงสูง

ระบบร่องน้ำ: แม้ต้นทุนเริ่มแรกจะต่ำ แต่ต้องใช้ปริมาณน้ำมหาศาลและต้องขุดลอกใหม่ทุกปีเนื่องจากดินตื้นเขิน

ระบบน้ำหยด (แนะนำ): แม้จะมีต้นทุนการติดตั้งครั้งแรกสูง (เพราะต้องมีระบบกรอง) แต่ คุ้มค่าในระยะยาว เพราะดูแลรักษาง่าย ไม่กีดขวางการทำงาน และประหยัดน้ำ

3. น้ำต้องมาคู่กับปุ๋ย
การให้น้ำเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มผลผลิตได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ได้ผลสูงสุดต้อง เพิ่มปริมาณปุ๋ย ควบคู่ไปด้วย

งานวิจัยระบุว่าการให้ทั้งน้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม สามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 1.6 ตันต่อไร่ โดยช่วยให้ทลายมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักดี และผลปาล์มสมบูรณ์

1. สายพันธุ์ที่น่าสนใจและจุดเด่น
ครูร่มนำเข้าสายพันธุ์ชั้นนำจากหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี และเบนิน โดยมีตัวอย่างสายพันธุ์เด่นๆ ดังนี้:

AA Hybrid 1s: พัฒนาโดยบริษัท aar จากมาเลเซีย จุดเด่นคือลำต้นไม่สูงเร็วเกินไป ให้ผลผลิตเร็ว (เริ่มเก็บได้ที่อายุ 24-26 เดือน) และให้ผลผลิตสม่ำเสมอตลอดปี

Yangambi ML161 (โคลนแม่ใหม่): เป็นพันธุ์ที่นิ่งและดกมาก ให้ทลายใหญ่และเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง

Cirad Gano: สายพันธุ์จากเบนินที่เด่นเรื่อง การต้านทานโรคกาโนเดอร์มา (โรครากเน่าโคนเน่า) เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เคยปลูกปาล์มซ้ำหรือมีการระบาดของโรค

Super Family: พัฒนาให้ทางใบเล็กแต่ทลายใหญ่และเมล็ดเล็ก เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันที่สูงมาก

2. มาตรฐานการเพาะและคุณภาพต้นกล้า
วัสดุเพาะ: ใช้พีทมอสคุณภาพสูงจากเยอรมันเพื่อให้ต้นกล้าโตไวและรากแข็งแรงที่สุด

การคัดทิ้ง: มีกระบวนการคัดต้นที่ผิดปกติออกถึง 3-4 รอบ (รวมแล้วคัดออกประมาณ 25-30%) เพื่อให้เหลือเฉพาะต้นที่สมบูรณ์ที่สุดถึงมือเกษตรกร

ระบบตรวจสอบ: มีใบอนุญาตถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร และมีแท็ก (Tag) บาร์โค้ดประจำต้นที่สามารถสแกนตรวจสอบย้อนกลับไปยังพ่อแม่พันธุ์ได้ เพื่อยืนยันว่าเป็น "พันธุ์แท้" ไม่ใช่ปาล์มปลอม

3. แนวคิดการปลูกปาล์มยุคใหม่
ทรงต้นและทางใบ: สายพันธุ์ใหม่ๆ ถูกพัฒนาให้ทางใบสั้นลง เพื่อให้ปลูกได้ในระยะที่ชิดขึ้น (เช่น 8.8 - 9 เมตร) และลำต้นสูงช้าลงเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้นานขึ้น

การตอบสนองต่อปุ๋ย: เน้นพันธุ์ที่กินปุ๋ยน้อยแต่ให้ผลผลิตสูง เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรในระยะยาว

ครูร่มเน้นย้ำว่าการเลือกสายพันธุ์ที่ดีตั้งแต่วันแรกคือหัวใจสำคัญ เพราะปาล์มน้ำมันเป็นพืชระยะยาวที่ต้องอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปีครับ

1. การจัดการระยะปลูกและแสงแดด
ระยะปลูก: แนะนำที่ 9.5 x 9.5 เมตร หรือ 10 x 10 เมตร พี่รินมองว่าการปลูกถี่เกินไปจะทำให้ต้นปาล์มแย่งแสงและยืดตัวสูงเร็ว

ความสำคัญของแสง: แสงแดดต้องส่องถึงทั้งทางใบและพื้นดิน เพื่อช่วยเรื่องความสมดุลของจุลินทรีย์และการดูดซึมปุ๋ยของราก

2. สูตรปุ๋ยและการให้ปุ๋ยแบบ "บาลานซ์"
ใช้สูตรเดียวตลอดอายุ: พี่รินใช้สูตร 15-6-26 สูตรเดียวตั้งแต่วันแรกที่ปลูกจนถึงปัจจุบัน

ไม่เน้นตัวหลังสูงเกินไป: การใช้โพแทสเซียม (ตัวหลัง) สูงเกินความจำเป็นจะไปบล็อกการเจริญเติบโตของยอด ทำให้การสร้างทางใบใหม่ช้าลง ซึ่งส่งผลเสียต่อผลผลิตในระยะยาว

ปริมาณปุ๋ย: ปรับเพิ่มตามความสมบูรณ์และผลผลิตที่ตัดออก ปัจจุบันใส่สูงสุดที่ 18 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี โดยแบ่งใส่ในช่วงที่ดินมีความชื้นเหมาะสม

ธาตุเสริม: มีการเสริมแคลเซียม แมกนีเซียม ฮิวมิก และโบรอน เพื่อบำรุงทางใบและระบบรากให้แข็งแรง

3. หัวใจคือ "การเก็บข้อมูล"
การจะเพิ่มผลผลิตได้ เกษตรกรต้อง จดบันทึก น้ำหนักปาล์มที่ตัดได้ในแต่ละรอบและปริมาณปุ๋ยที่ใส่ เพื่อนำมาคำนวณและวางแผนการใส่ปุ๋ยในปีถัดไปได้อย่างแม่นยำ

พี่รินเริ่มใส่ปุ๋ยหนักสะสมความสมบูรณ์ตั้งแต่อายุ 3 ปี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดกและต่อเนื่องเมื่อต้นปาล์มเข้าสู่วัยที่ให้ผลผลิตเต็มที่

4. ผลลัพธ์ที่ได้ (สถิติจริง)
ช่วงปีที่ 3: ผลผลิตเฉลี่ย 4 ตัน/ไร่/ปี

ช่วงปีที่ 5: ผลผลิตเฉลี่ย 7 ตัน/ไร่/ปี

ช่วงปีที่ 6-8: ทำได้เกิน 8 ตัน/ไร่/ปี ต่อเนื่องกัน 3 ปี

แนวคิดหลักของพี่รินคือ การทำให้สวนปาล์มขนาดเล็ก (เช่น 5-6 ไร่) มีประสิทธิภาพสูงจนให้ผลผลิตเท่ากับสวนขนาดใหญ่ที่ขาดการดูแล ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งพื้นที่และค่าแรงในการจัดการครับ

1. วงจรการเกิดดอก
ปาล์มน้ำมันจะแทงใบใหม่ประมาณ 2 ใบต่อเดือน และแต่ละใบจะมี "ตาดอก" ติดมาด้วยเสมอ

ตาดอกจะใช้เวลาประมาณ 11 เดือน ในการเลือกเพศว่าจะเป็นดอกตัวผู้หรือตัวเมีย โดยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นในช่วงนั้น

2. สาเหตุที่ปาล์มขาดคอหรือมีแต่ดอกตัวผู้
ต้นปาล์มจะเลือกทางรอดของลำต้นก่อนเสมอ หากเจอสภาวะไม่เหมาะสม:

ขาดน้ำ/แล้งจัด: หากฝนทิ้งช่วงนาน ปาล์มจะลดภาระด้วยการเลือกเป็นดอกตัวผู้ หรือหากแล้งรุนแรงมาก ตาดอกจะ "เน่าและแห้งฝ่อ" ไปตั้งแต่ยังไม่โผล่พ้นต้น

สารอาหารไม่พอ: ปาล์มจะนำปุ๋ยไปสร้างต้นและใบก่อน หากสารอาหารเหลือไม่มากพอที่จะเลี้ยงลูก มันจะเลือกสร้างดอกตัวผู้แทน

3. วิธีการแก้ไขและลดปัญหา
เนื่องจากเราไม่สามารถเปลี่ยนฤดูกาลได้ แต่เราสามารถจัดการสวนเพื่อลดความรุนแรงได้ดังนี้:

รักษาความชื้นในดิน: การทำ "กองทางใบ" ช่วยรักษาความชื้นในดินให้นานที่สุด ทำให้รากยังสามารถดูดน้ำและปุ๋ยไปใช้ได้แม้ในช่วงฝนทิ้งช่วง

ใส่ปุ๋ยให้เพียงพอ: ต้องใส่ปุ๋ยทดแทนตามปริมาณผลผลิตที่ตัดออกไป เพื่อให้ต้นมีอาหารสะสมเพียงพอที่จะสร้างดอกตัวเมียได้อย่างต่อเนื่อง

สรุปสั้นๆ: ปาล์มขาดคอคืออาการที่ต้นปาล์ม "เอาตัวรอด" เมื่อขาดน้ำหรืออาหาร การจัดการ กองทางใบ และ การใส่ปุ๋ยให้ถึง จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดปัญหานี้ครับ
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

การทำเกษตรปาล์มน้ำมันและระบบการใช้น้ำในสวนปาล์มน้ำมัน (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ การทำเกษตรปาล์มน้ำมันและระบบการใช้น้ำในสวนปาล์มน้ำมัน
1 เพราะเหตุใดปาล์มน้ำมันจึงมีความได้เปรียบด้านราคามากกว่ายางพาราหรือข้าว
2 ปาล์มสายพันธุ์ซีรัด (Cirad) มีลักษณะเด่นอย่างไรตามข้อมูลจากวิดีโอ
3 เทคนิคการปลูกปาล์มร่วมกัน 2 สายพันธุ์ (ซีรัดและโกเด้น) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร
4 โรคใบจุดตากบในระยะต้นกล้า มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยใด
5 ศัตรูพืชชนิดใดที่มักระบาดจากการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปจนใบฉ่ำน้ำ
6 การเตรียมหลุมปลูกปาล์มที่ถูกต้อง ควรมีวัสดุใดรองก้นหลุมเพื่อช่วยให้รากตั้งตัวเร็ว
7 ระยะปลูกปาล์มน้ำมันที่แนะนำเพื่อให้ได้รับแสงแดดสูงสุดคือข้อใด
8 เพราะเหตุใดจึงไม่ควรปลูกปาล์มลึกเกินไปจนมิดโคนต้น
9 ตาดอกปาล์มน้ำมันจะใช้ระยะเวลาประมาณกี่เดือนในการเลือกเพศว่าเป็นดอกตัวผู้หรือตัวเมีย
10 ปัจจัยแวดล้อมใดที่ส่งผลให้ตาดอกพัฒนาไปเป็น 'ดอกตัวเมีย' มากที่สุด
11 การทำ 'กองทางใบ' ในสวนปาล์มมีประโยชน์อย่างไรในช่วงฤดูแล้ง
12 ปาล์มขนาดเล็ก (อายุ 1-3 ปี) ควรเน้นปุ๋ยธาตุใดมากที่สุดเพื่อสร้างขนาดลำต้น
13 ในช่วงที่ปาล์มให้ผลผลิตสูง (ช่วง Peak อายุ 8-9 ปี) ธาตุอาหารใดที่ต้องการมากที่สุด
14 เพราะเหตุใดไม่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียม (ตัวหลัง) สูงเกินไป
15 คุณธนธรใช้สูตรปุ๋ยใดเพียงสูตรเดียวตั้งแต่วันที่เริ่มปลูกจนถึงปาล์มโต
16 ข้อใดเป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำหลังจากน้ำลดในสวนปาล์มน้ำมัน
17 ปาล์มน้ำมันสามารถทนต่อน้ำท่วมขังระดับโคนต้นได้นานประมาณเท่าใดโดยไม่ตาย
18 ปริมาณปุ๋ยสูงสุดที่พี่รินใส่ให้กับต้นปาล์มที่ให้ผลผลิต 8 ตันต่อไร่คือเท่าใด
19 หัวใจสำคัญในการ 'เพิ่มผลผลิต' ในสวนปาล์มที่พี่รินเน้นย้ำมากที่สุดคืออะไร
20 การเลือกต้นกล้าปาล์มน้ำมันมาปลูก ข้อใดคือลักษณะที่ควร 'คัดทิ้ง
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ