1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบผสมผสาน

แหล่งเรียนรู้: ฟาร์มบุรี

รายละเอียดหลักสูตร

การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบผสมผสานเป็นการจัดการเรียนรู้โดยเน้นการใช้ความพอเพียงในการดำเนินชีวิต หลักสูตรนี้มุ่งปลูกฝังกระบวนการคิดตามหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข (พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บนพื้นฐานความรู้และคุณธรรม) โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบ ผสมผสาน (Blended Learning) การเข้ากลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้หลักปรัชญาในการตัดสินใจและดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของสังคมปัจจุบัน

จำนวนชั่วโมงเรียน
1.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบผสมผสาน

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

บทที่ 1 ประวัติความเป็นมา
ฟาร์มบุรีเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนตำบลคลองน้อยที่มีนายถาวร นามบุศย์ เกษตรกรที่มีแนวการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่ส่วนตัว ตั้งอยู่ที่ 30/2 หมู่ที่ 3 บ้านปลายคลองศอก ตำบลคลองน้อย อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในระยะเริ่มแรก พื้นที่แห่งนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการปลูกพืชผสมผสาน การทำปศุสัตว์ขนาดเล็ก และการจัดการแหล่งน้ำ จนเกิดเป็นระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันอย่างลงตัว ต่อมาเมื่อผลผลิตเริ่มงอกเงยและองค์ความรู้เริ่มตกผลึก "ฟาร์มบุรี" จึงได้ยกระดับตัวเองสู่การเป็น ศูนย์เรียนรู้วิถีเกษตรสร้างสรรค์ มีหน่วยงานราชการในพื้นที่ ประชาชน ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรัชใช้เป็นตัวอย่าง
คำว่า "ฟาร์มบุรี" สื่อความหมายถึง "เมืองแห่งฟาร์ม" ที่ซึ่งความรู้นอกตำราถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ตรง ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การทำอาหารพื้นถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในฟาร์มอย่างพอประมาณ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนทุกวัย
ปัจจุบัน ฟาร์มบุรีเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมใหม่ เป็นพื้นที่ที่เปิดต้อนรับผู้มาเยือนให้เข้ามาสัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติ เป็นสถานที่ในการพักผ่อน มีกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ และการศึกษามีสถานที่ชีวิตที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน ตามรอยศาสตร์พระราชาอย่างเป็นรูปธรรม
1. จุดเริ่มต้น: เมื่อความเสี่ยงกลายเป็นโอกาสแต่เดิม พื้นที่ของฟาร์มบุรีในตำบลคลองน้อย คือพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว (Monoculture) ที่เน้นปลูก ปาล์มน้ำมันและยางพารา ตามแบบฉบับของชาวใต้ทั่วไป ทว่าความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรและสภาพดินที่เริ่มเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา กลายเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญที่ทำให้ผู้ก่อตั้งเริ่มตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไรให้ผืนดินผืนนี้เลี้ยงตัวเองได้ตลอดไป โดยไม่พึ่งพากลไกตลาดเพียงอย่างเดียว?"
2. แรงบันดาลใจ: ศาสตร์พระราชาสู่ความยั่งยืนแรงบันดาลใจหลักมาจากการน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีใหม่ (โคก หนอง นา โมเดล) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาเป็นเข็มทิศในการออกแบบพื้นที่ความต้องการพึ่งพาตนเอง: เริ่มจากการมีอาหารกินเองในครัวเรือน ลดรายจ่าย และสร้างรายได้จากความหลากหลายความรักบ้านเกิด: ความตั้งใจที่จะพัฒนาตำบลคลองน้อยให้มีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้คนในชุมชนและเยาวชนไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่น
3. การเปลี่ยนโฉม: จากสวนปาล์มสู่ห้องเรียนที่มีชีวิตการเริ่มต้นไม่ได้ง่าย เพราะต้องกล้าที่จะ "รื้อ" ความเชื่อเดิมๆ ออกระยะปรับปรุง: มีการขุดหนองน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝนในฤดูมรสุม และทำโคกเพื่อปลูกพืชผักผสมผสานแทนการปลูกพืชเพียงชนิดเดียวระยะส่งต่อ: เมื่อพื้นที่เริ่มให้ผลผลิตและระบบนิเวศดีขึ้น ฟาร์มบุรีจึงยกระดับจาก "ไร่นาส่วนตัว" กลายเป็น "ศูนย์เรียนรู้" เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริง เรียนรู้วิธีการจัดการดิน น้ำ และอากาศ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บทที่ 2 ลักษณะทางกายภาพ
ชื่อศูนย์ : ....แหล่งเรียนรู้ ฟาร์มบุรี..อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ประเภทศูนย์เครือข่าย : .....ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง/เกษตรทฤษฎีใหม่/เกษตรผสมผสาน.......
สินค้าหลัก : ……ไร่นาสวนผสม/เกษตรผสมผสาน……………..
สถานที่ตั้ง : บ้านเลขที่...30/2.... หมู่ที่....3... ตำบล...คลองน้อย.. อำเภอ...ชัยบุรี... จังหวัด......สุราษฎร์ธานี..
พิกัด : Latitude 8.496540 Longitude 99.029074 x 503200..y 939192…. zone…47p..
ชื่อประธานศูนย์เครือข่าย...............นายถาวร นามบุศย์...... อายุ ..53... ปี
ที่อยู่ : บ้านเลขที่...30... หมู่ที่..3... ตำบล..คลองน้อย.... อำเภอ..ชัยบุรี.... จังหวัด...สุราษฎร์ธานี.........
เบอร์โทรศัพท์: .............. 095-4283240..........
เทคโนโลยีเด่นของศูนย์เครือข่าย : ......การทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่องเที่ยวเชิงเกษตร farm stay การผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ.....................................................................................................................
การนำไปใช้ประโยชน์ : ……เรียนรู้การพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง.............………………
หลักสูตรการเรียนรู้ : 1. การทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2. ท่องเที่ยวเชิงเกษตร farm stay
ส่วนที่ 1: ข้อมูลพื้นฐานและบริบทเชิงพื้นที่
1.1 ทำเลที่ตั้งและอาณาเขตตำบลคลองน้อย
ตั้งอยู่ในอำเภอชัยบุรี ทางทิศตะวันตกสุดของจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดกระบี่และจังหวัดพังงา พื้นที่ "ฟาร์มบุรี" (หมู่ที่ 4 บ้านควนฮาย) ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นรอยต่อสำคัญทางธรรมชาติ โดยมีพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ส่งผลต่อสภาพอากาศและพืชพรรณอย่างชัดเจน
1.2 ลักษณะภูมิประเทศ (Topography)สภาพพื้นที่โดยรวมของตำบลคลองน้อยมีความหลากหลายสูง แบ่งเป็น 3 เขตหลัก:เขตเทือกเขา: ทางทิศตะวันตกมี "เทือกเขาห้ายอด" เป็นปราการธรรมชาติ มีความสูงชันและเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารหลายสาย ป่าไม้ในเขตนี้ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและอุณหภูมิของพื้นที่โดยรอบเขตที่ลาดเชิงเขาและที่ราบสูง: เป็นพื้นที่ตั้งของฟาร์มบุรีและชุมชนส่วนใหญ่ ลักษณะเป็นเนินลอนลาด (Rolling Hills) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ดี ไม่เกิดน้ำท่วมขังในระยะเวลานานเขตที่ราบลุ่มริมน้ำ: พื้นที่สองฝั่งคลองสายต่างๆ เช่น คลองปราบ และคลองบางหอย ซึ่งเป็นที่สะสมของตะกอนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง
1.3 ลักษณะทางอุทกวิทยา (Hydrology)แหล่งน้ำคือเส้นเลือดใหญ่ของพื้นที่นี้ เนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนสะสมต่อปีสูง (อิทธิพลจากมรสุมสองฝั่งทะเล) ทำให้มีลำคลองธรรมชาติกระจายตัวอยู่ทั่วไป เช่น คลองศอก และคลองน้ำทุ่น น้ำตกผาแดงในหมู่ที่ 10 ถือเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำที่ส่งน้ำเลี้ยงไปยังพื้นที่เกษตรกรรมด้านล่าง
ส่วนที่ 2: การเปลี่ยนแปลงและการประยุกต์ใช้ทางกายภาพ
2.1 ทรัพยากรดินและพืชพรรณ (Soil and Vegetation)ดินในบริเวณฟาร์มบุรีส่วนใหญ่เป็นดินในตระกูลดินร่วนปนทรายหรือดินเหนียวแดง ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของหินภูเขา เหมาะแก่การปลูกพืชยืนต้น พืชเศรษฐกิจหลักที่กำหนดภูมิทัศน์ (Landscape) ของพื้นที่คือ:ปาล์มน้ำมันและยางพารา: สวนเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ สร้างลักษณะทางกายภาพแบบ "ป่าเศรษฐกิจ"การจัดการพื้นที่แบบโคก หนอง นา: ฟาร์มบุรีมีการปรับลักษณะทางกายภาพดั้งเดิม โดยการขุด "หนอง" เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง และนำดินมาปั้น "โคก" เพื่อปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น เป็นการแก้ไขข้อจำกัดทางกายภาพที่น้ำมักไหลบ่าเร็วเกินไปในฤดูฝน
2.2 ภูมิอากาศและอิทธิพลต่อวิถีชีวิต (Climate)ด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่ใกล้คาบสมุทร ทำให้มีอากาศแบบร้อนชื้น มีความชื้นสัมพัทธ์สูงเกือบตลอดปี (Rainy throughout the year) ส่งผลให้พืชพรรณเขียวชอุ่มตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายเรื่องการชะล้างหน้าดิน (Soil Erosion) ในช่วงที่ฝนตกหนัก
2.3 บทสรุปและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ลักษณะทางกายภาพของฟาร์มบุรี ตำบลคลองน้อย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของดิน ฟ้า อากาศ แต่เป็น "โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ" ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของชุมชน การที่พื้นที่นี้มีภูเขากั้นและมีคลองล้อมรอบ ทำให้เกิดระบบนิเวศจำเพาะที่เหมาะแก่การทำเกษตรผสมผสานมากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียวการศึกษาลักษณะทางกายภาพในบทเรียนนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจว่า "มนุษย์ต้องปรับตัวเข้าหาสภาพพื้นที่อย่างไร" ดังที่ฟาร์มบุรีได้พิสูจน์ผ่านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของอำเภอชัยบุรีอย่างลงตัว

บทที่ 3 คุณค่าด้านการเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ฟาร์มบุรี (Farmburi) ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ "ห้องเรียนธรรมชาติ" (Outdoor Classroom) ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยเน้นการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) ซึ่งสามารถจำแนกคุณค่าด้านการเรียนรู้ได้เป็น 4 มิติหลัก ดังนี้
1.คุณค่าด้านการเรียนรู้
1.1 คุณค่าด้านเกษตรกรรมยั่งยืนและนวัตกรรมอาหาร
หัวใจสำคัญของฟาร์มบุรีคือการเป็นโมเดลการเกษตรสมัยใหม่ที่ผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรม ผู้เรียนจะได้ศึกษาองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้:
• ระบบนิเวศเกษตร (Agroecology): การเรียนรู้เรื่องวงจรชีวิตพืช การปรุงดินโดยใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่น และการจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
• เกษตรอินทรีย์และการพึ่งพาตนเอง: ความเข้าใจเรื่องอาหารปลอดภัย (Food Safety) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ (Farm to Table) การลดการใช้สารเคมี และการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน
• นวัตกรรมการแปรรูป: การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรผ่านการแปรรูปอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยกระตุ้นทักษะด้านการประกอบการให้กับคนรุ่นใหม่
1.2 คุณค่าด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมศึกษา
ฟาร์มบุรีทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สังเกตและวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ:
• กระบวนการทางวิทยาศาสตร์: การทดลองปลูกพืชในสภาวะที่แตกต่างกัน การสังเกตแมลงที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ และการศึกษาเรื่องพลังงานหมุนเวียนที่นำมาใช้ภายในฟาร์ม
• การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: การเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร และความสำคัญของพื้นที่สีเขียวต่อการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
1.3 คุณค่าด้านทักษะชีวิตและพัฒนาการตามช่วงวัย (Soft Skills)
กระบวนการเรียนรู้ในฟาร์มบุรีถูกออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะสำคัญ:
• ทักษะการสังเกตและการแก้ปัญหา: การเผชิญกับสถานการณ์จริงในแปลงเกษตร ช่วยฝึกให้ผู้เรียนรู้จักวางแผนและรับมือกับอุปสรรค
• ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ): การทำงานร่วมกับธรรมชาติและสัตว์ในฟาร์มช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้มีความเมตตา อดทน และมีสมาธิ
• การทำงานเป็นทีม (Collaboration): กิจกรรมกลุ่มในฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ส่งเสริมการสื่อสารและการแบ่งปันบทบาทหน้าที่เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
1.4 คุณค่าด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ฟาร์มบุรีมีความโดดเด่นในการเชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิมให้เข้ากับบริบทสังคมปัจจุบัน:
• การถ่ายทอดภูมิปัญญา: เป็นพื้นที่ตัวกลางที่นำเอาความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านมานำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ
• จิตวิญญาณของเกษตรกร: ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกรรม ให้เห็นถึงความสำคัญของเกษตรกรในฐานะผู้ผลิตอาหารเลี้ยงโลก
2.คุณค่าที่ได้รับจากฐานการเรียนรู้
2.1 การเรียนรู้ผ่านฐานกิจกรรมหลักของฟาร์มบุรี
ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ฟาร์มบุรีได้จำแนกหลักสูตรการเรียนรู้ออกเป็น 2 ฐานหลัก ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวคิดเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ใช้เพื่อความยั่งยืนและการพักผ่อนเชิงสร้างสรรค์ ดังนี้:
ฐานการเรียนรู้ที่ 1: การทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ฐานนี้มุ่งเน้นการปลูกฝังหลักคิด "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" (พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน บนเงื่อนไขความรู้และคุณธรรม) โดยถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมผ่านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่:
• การบริหารจัดการพื้นที่ (Land Management): เรียนรู้การแบ่งสัดส่วนที่ดินตามสูตร 30:30:30:10 เพื่อการอยู่อาศัย แหล่งน้ำ นาข้าว และพืชสวน ซึ่งเป็นโมเดลที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้แม้ในยามวิกฤตเศรษฐกิจ
• การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้: สาธิตการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การทำน้ำยาเอนกประสงค์จากวัสดุในท้องถิ่น และการเลือกปลูกพืชผักสวนครัวที่กินได้จริงในชีวิตประจำวัน
• การสร้างภูมิคุ้มกัน: เรียนรู้การปลูกพืชหมุนเวียนและการปลูกพืชหลากหลายชนิด (Mixed Farming) เพื่อลดความเสี่ยงจากการศัตรูพืชและราคาผลิตผลทางการเกษตรที่ผันผวน
• คุณค่าที่ได้รับ: ผู้เรียนจะเกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Mindset) จากการมุ่งเน้นกำไรที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว มาเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและความสุขที่ยั่งยืน
ฐานการเรียนรู้ที่ 2: ท่องเที่ยวเชิงเกษตร Farm Stay
ฐานนี้เป็นการบูรณาการระหว่างภาคการเกษตรและงานบริการ (Service Sector) เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้มาเยือน โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต:
• กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning): ผู้มาเยือนจะได้สวมบทบาทเป็นเกษตรกร (Farmer for a day) ตั้งแต่การเก็บไข่เป็ด-ไก่ในตอนเช้า การเก็บผักสดจากต้นมาปรุงอาหาร (Cooking Class) ไปจนถึงการดูแลสัตว์ในฟาร์ม
• การเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชุมชน: Farm Stay ของฟาร์มบุรีออกแบบมาเพื่อให้คนเมืองได้เข้าใจ "จังหวะของธรรมชาติ" (Rhythm of Nature) เรียนรู้ความสำคัญของฤดูกาลที่มีผลต่ออาหารและการดำเนินชีวิต
• การบริหารจัดการธุรกิจเกษตรสร้างสรรค์: สำหรับผู้ที่สนใจด้านธุรกิจ ฐานนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการโฮมสเตย์ การทำ Branding และการสร้าง Storytelling ให้กับผลผลิตในฟาร์มเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
• คุณค่าที่ได้รับ: นอกจากความผ่อนคลาย (Wellness) ผู้เรียนจะได้เห็นต้นแบบของการนำสินทรัพย์ทางการเกษตรมาต่อยอดเป็นธุรกิจท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน
2.2 ผลลัพธ์จากการเรียนรู้ (Learning Outcomes)
จากการบูรณาการทั้ง 2 ฐานกิจกรรม แหล่งเรียนรู้ฟาร์มบุรีมุ่งหวังให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาใน 3 ด้านหลัก:
1. ด้านความรู้ (Knowledge): เข้าใจกลไกการเกษตรอินทรีย์และการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในบริบทที่ทันสมัย
2. ด้านทักษะ (Skill): มีทักษะพื้นฐานในการผลิตอาหารปลอดภัยและการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
3. ด้านเจตคติ (Attitude): มีความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ เห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรกร และมีจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม

บทที่ 4 กิจกรรมการเรียนรู้
จากการบริหารการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการจัดการความรู้ เป็นฐานการเรียนรู้ทำให้เกิดผลกับผู้รับบริการ คือ มีความรู้ความเข้าใจตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเอง ชุมชน การพัฒนาอาชีพ และใช้เกษตรธรรมชาติ สู่การพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม ได้เรียนรู้ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สามารถนำองค์ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นที่สนใจได้ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชน สังคม และสามารถดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพา ตนเองได้
กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดในแหล่งเรียนรู้
ฐานการเรียนรู้ ที่ 1 การผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ
เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของตำบลคลองน้อยมีฝนตกชุกและมีสภาพดินร่วนปนทรายซึ่งระบายน้ำได้ดี จึงเหมาะแก่การเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันชั้นดีเนื้อหาการเรียนรู้:การเลือกสายพันธุ์ปาล์มที่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นการจัดการระบบน้ำโดยใช้ประโยชน์จากลำคลองธรรมชาติในพื้นที่เทคนิคการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดการชะล้างพังทลายของหน้าดินในเขตที่ลาดชัน
ฐานการเรียนรู้ที่ 2 เศรษฐกิจพอเพียงปลูกพืชผักสวนครัว
ฐานนี้เป็นการประยุกต์ใช้แนวคิด "โคก หนอง นา" โดยการเปลี่ยนพื้นที่ว่างรอบบ้านหรือบน "โคก" ให้กลายเป็นแหล่งอาหารเนื้อหาการเรียนรู้:การปลูกพืชแบบผสมผสาน (Intercropping) เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวการใช้ปุ๋ยหมักจากเศษวัชพืชและมูลสัตว์ในฟาร์ม เพื่อปรับปรุงคุณภาพดินในท้องถิ่นให้ร่วนซุยการปลูกผักตามฤดูกาลที่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝนของอำเภอชัยบุรี
ฐานการเรียนรู้ที่ 3 การเลี้ยงไก่
แหล่งเรียนรู้ฟาร์มบุรี ได้มีการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติ โดยมีการเลี้ยงสำหรับให้ไก่กินอาหารที่มีการทำส่วนผสมตามธรรมชาติ และเศษผักเศษอาหารที่หาได้ในครัวเรือนและปล่อยให้หากินตาม ธรรมชาติลดความเครียดให้กับไก่ทำให้ไก่เจริญเติบโตได้ดีสามารถลดต้นทุนการเลี้ยง และมีคุณค่า ทางโภชนาการปลอดสารพิษตกค้าง
การเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบนิเวศของฟาร์มเนื้อหาการเรียนรู้:การออกแบบโรงเรือนให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ (Ventilation) เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดีในฤดูร้อนและกันฝนได้ในฤดูมรสุมการใช้ผลผลิตพลอยได้จากการเกษตร (เช่น ปลายข้าว, รำ, หรือเศษผักจากฐานที่ 2) มาเป็นอาหารสัตว์การบริหารจัดการมูลไก่เพื่อนำกลับไปเป็นปุ๋ยบำรุงต้นปาล์มในฐานที่ 1
แปลงเรียนรู้
1.การปลูกผักสวนครัว
การปลูกผักสวนครัวชีวภาพชุมชนในการเลิกใช้สารเคมีมาใช้ในการทำการเกษตร มีการรวมตัวกันทำการเกษตรปลอดสารพิษโดยการทำน้ำหมักมาใช้ปลูกผักสวนครัวตามบริบทโดยมีตัวอย่างการปลูกผักต่าง ๆ เช่น ปลูกในกระถางยางล้อรถยนต์ การปลูกผักในกระสอบ การปลูกแบบลง ดิน และการปลูกจากโรงเรือน แบบกางมุ้ง แต่ทุกประเภทมุ่งเน้นการปลูกแบบปลอดสารเคมี และที่เหลือขายสินค้าที่มีคุณภาพดีต่อลูกค้ารับประทานแล้ว สุขภาพดี มีความสุขทางด้านจิตใจ
2.การเลี้ยงปลาในกระชัง
การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นการเลี้ยงที่ใช้พื้นที่น้อย เหมาะสำหรับการเลี้ยงไว้ในครอบครัวเพื่อการบริโภคและจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริมจากเหลือในครัวเรือน

บทที่ 5 การอนุรักษ์และพัฒนา

ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องการประชาสัมพันธ์การรณรงค์การเลิกใช้สารเคมีในการทำ เกษตรกรรมเพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค และการขายสินค้า โดยการนำองค์ความรู้ในชุมชนเผยแพร่แก่สาธารณะ ทางช่องทาง เฟสบุ๊ค ไลน์ สาธิตการทำน้ำหมัก ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพกลุ่ม ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกิดจากความต้องการของกลุ่มต่อยอดการปลูกผักปลอดสารพิษ ต่อยอด การทำสวนเครื่องแกงชีวภาพ สู่การทำเครื่องแกงเพื่อสุขภาพ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชุมชนอื่นต่อไป นำองค์ความรู้ที่ได้จากชุมชนจัดทำเป็นหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
การทำความเข้าใจลักษณะทางกายภาพของตำบลคลองน้อย จะไร้ความหมายหากขาดการวางแผนเพื่อรักษาและต่อยอดทรัพยากรเหล่านั้น บทนี้จะเน้นไปที่แนวทางการจัดการเพื่อให้ฟาร์มบุรีและชุมชนโดยรอบเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ
5.1 การอนุรักษ์ทรัพยากรกายภาพ (Conservation)เมื่อเราทราบว่า "น้ำ" และ "ดิน" คือหัวใจหลักของพื้นที่ การอนุรักษ์จึงต้องทำอย่างเป็นระบบ:การรักษาป่าต้นน้ำ: สนับสนุนการอนุรักษ์พื้นที่บริเวณเทือกเขาห้ายอดและน้ำตกผาแดง เพื่อให้มีน้ำไหลผ่านคลองปราบและคลองสายต่างๆ ตลอดปีการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน: ลดการใช้สารเคมีในสวนปาล์มและสวนยาง เพื่อป้องกันสารพิษตกค้างในดินและแหล่งน้ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาวการจัดการน้ำอย่างรู้คุณค่า: การทำระบบธนาคารน้ำใต้ดิน หรือการขุดสระเก็บกักน้ำในฟาร์มเพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง
5.2 การพัฒนาที่สอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพ (Development)การพัฒนาฟาร์มบุรีไม่ได้เน้นเพียงแค่ผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นการพัฒนา "องค์ความรู้" และ "นวัตกรรม":การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตร (Agritourism): พัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนในและนอกชุมชน โดยใช้จุดเด่นของภูมิประเทศที่สวยงามและวิถีเกษตรผสมผสานเป็นสิ่งดึงดูดนวัตกรรมเกษตรแม่นยำ: นำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจวัดสภาพดินและความชื้น เพื่อให้การดูแลปาล์มน้ำมันและพืชผักในฐานการเรียนรู้ต่างๆ มีประสิทธิภาพสูงสุดการสร้างเครือข่ายชุมชน: ขยายผลโมเดล "ฟาร์มบุรี" สู่ครัวเรือนอื่นๆ ในตำบลคลองน้อย เพื่อสร้างแนวร่วมในการอนุรักษ์ลักษณะทางกายภาพของชุมชนในภาพรวม
การดำเนินงานของแหล่งเรียนรู้ฟาร์มบุรีไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือศูนย์เรียนรู้ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายสำคัญในการรักษารากฐานทางภูมิปัญญาควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพ เพื่อให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
1 แนวทางการอนุรักษ์ (Conservation)
การอนุรักษ์ในบริบทของฟาร์มบุรี คือการรักษา "หัวใจ" และ "จิตวิญญาณ" ของเกษตรกรรมยั่งยืนให้คงอยู่ภายใต้สภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป:
• การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและสัตว์ท้องถิ่น: มุ่งเน้นการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านและการขยายพันธุ์สัตว์ท้องถิ่น เพื่อป้องกันการสูญหายของความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
• การรักษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: คงไว้ซึ่งความเข้มแข็งของกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เน้นการใช้สารเคมีและการพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอกเกินความจำเป็น เพื่อเป็นต้นแบบที่จับต้องได้จริง
• การสืบสานภูมิปัญญาและวิถีชุมชน: การบันทึกและถ่ายทอดองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านสู่คนรุ่นใหม่ ผ่านรูปแบบสื่อดิจิทัลและกิจกรรมอบรม เพื่อให้ภูมิปัญญาไม่สูญหายไปตามกาลเวลา
2 แนวทางการพัฒนา (Development)
เพื่อให้ฟาร์มบุรีเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย จึงมีการวางแนวทางการพัฒนาในมิติต่าง ๆ ดังนี้:
• การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (High-Value Farm Stay): พัฒนามาตรฐานการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกในส่วนของ Farm Stay ให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศที่อบอุ่นและใกล้ชิดธรรมชาติ
• การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Networking): ขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้ฟาร์มบุรีเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรใหม่ ๆ รวมถึงการเป็นตลาดกลางสำหรับผลผลิตปลอดภัยในชุมชน
3 เป้าหมายสู่ความยั่งยืน (Sustainability Goals)
กลยุทธ์การอนุรักษ์และพัฒนาของฟาร์มบุรีมุ่งเน้นผลลัพธ์ใน 3 มิติ (Triple Bottom Line) คือ:
1. ด้านสิ่งแวดล้อม (Planet): ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ และเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน
2. ด้านสังคม (People): สร้างรายได้และอาชีพให้แก่คนในชุมชน พร้อมทั้งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของคนทุกวัย
3. ด้านเศรษฐกิจ (Profit): สร้างโมเดลธุรกิจเกษตรที่มีผลกำไรเพียงพอต่อการเลี้ยงตัวและขยายผลงานวิจัยโดยไม่ต้องพึ่งพาทุนภายนอกเพียงอย่างเดียว
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบผสมผสาน (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ การจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบผสมผสาน
1 1. วัตถุประสงค์หลักของแหล่งเรียนรู้ฟาร์มบุรีคือข้อใด?
2 2. หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมในฟาร์มบุรีคือข้อใด?
3 หลักการ "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ในฐานการเรียนรู้ที่ 1 หมายถึงข้อใด?
4 4. การแบ่งพื้นที่ตามสูตร 30:30:30:10 ในเกษตรทฤษฎีใหม่ พื้นที่ 10% สุดท้ายใช้สำหรับทำอะไร?
5 คุณค่าด้านวิทยาศาสตร์ในฟาร์มบุรีเน้นเรื่องใดเป็นสำคัญ?
6 กิจกรรม "Farmer for a day" ในฐาน Farm Stay มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?
7 แนวคิด "Farm to Table" ในฟาร์มบุรีหมายถึงข้อใด?
8 ข้อใดคือทักษะแบบ Soft Skills ที่ได้จากการเรียนรู้ในฟาร์ม?
9 การจัดการขยะในฟาร์มบุรีที่เรียกว่า "Zero Waste" เน้นเรื่องใด?
10 ฐานการเรียนรู้ Farm Stay มุ่งเน้นการเชื่อมโยงเรื่องใด?
11 ข้อใดคือการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในฟาร์มบุรี?
12 คุณค่าด้านวัฒนธรรมในฟาร์มบุรีสะท้อนผ่านเรื่องใด?
13 การพัฒนาฟาร์มบุรีเป็น "Smart Farming" ใช้เทคโนโลยีเพื่ออะไร?
14 เป้าหมายของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชท้องถิ่นคือข้อใด?
15 ในมิติเศรษฐกิจ (Profit) ฟาร์มบุรีมุ่งเน้นสิ่งใด?
16 กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ในฟาร์มบุรีมีลักษณะอย่างไร?
17 ข้อใดคือแนวทางการพัฒนาฟาร์มบุรีในอนาคต?
18 การเรียนรู้เรื่อง "จังหวะของธรรมชาติ" ใน Farm Stay ช่วยเรื่องใด?
19 Triple Bottom Line ที่ฟาร์มบุรีใช้ยึดถือ ประกอบด้วยมิติใดบ้าง?
20 คำนิยามที่เหมาะสมที่สุดของ "ฟาร์มบุรี" คือข้อใด?
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ