1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

แหล่งเรียนรู้: บ้านไร่ดวงกมล

รายละเอียดหลักสูตร

เปลี่ยนการพักผ่อนให้เป็นการเรียนรู้ที่ต่อยอดได้จริง กับหลักสูตรการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ไม่ได้ให้แค่ความสนุก แต่จะพาคุณไปสัมผัสหัวใจของการ "พึ่งพาตนเอง" ณ บ้านไร่ดวงกมล เราเชื่อว่าทุกอย่างในธรรมชาติมีมูลค่า ตั้งแต่ยอดหญ้าจนถึงผลผลิตในสวน หลักสูตรนี้จะเผยเทคนิคการบริหารจัดการไร่ และการเปลี่ยนวัตถุดิบสดใหม่ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมเพื่อสร้างอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักอย่างยั่งยืน

จำนวนชั่วโมงเรียน
10.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

สำหรับประวัติความเป็นมาของ **"บ้านไร่ดวงกมล"** ในพื้นที่ **ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี** นั้น มีความน่าสนใจในแง่ของการเปลี่ยนผ่านจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การเป็นต้นแบบ **"เกษตรทฤษฎีใหม่"** และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สำคัญของจังหวัดครับ

นี่คือสรุปประวัติและความเป็นมาโดยสังเขป:

🌳 ประวัติความเป็นมา: บ้านไร่ดวงกมล

1. จุดเริ่มต้นจากการทำเกษตรผสมผสาน
บ้านไร่ดวงกมลเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของครอบครัว โดยมี **คุณดวงกมล (หรือที่รู้จักในนาม ป้าดวงกมล)** เป็นผู้บุกเบิก เดิมทีพื้นที่ในแถบตำบลท่าขนอนส่วนใหญ่นิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยางพารา หรือปาล์มน้ำมัน แต่ทางไร่ได้เริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการทำ **เกษตรผสมผสาน** เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาพืชผลที่ไม่แน่นอน
2. การน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บ้านไร่ดวงกมลกลายเป็นที่รู้จัก คือการน้อมนำแนวทาง **"เกษตรทฤษฎีใหม่"** และ **"หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"** ของรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่อย่างจริงจัง มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนชัดเจน เช่น:
การขุดสระเก็บน้ำ: เพื่อใช้ในการเกษตรและเลี้ยงปลา
การปลูกพืชผักสวนครัว:ไว้บริโภคเองและจำหน่าย
การปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผล: เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของสุราษฎร์ธานี
3. การพัฒนาสู่ศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยว
ด้วยความสำเร็จในการจัดการพื้นที่ ทำให้บ้านไร่ดวงกมลได้รับการยกระดับให้เป็น **"ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)"** และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับอำเภอ
*ด้านการท่องเที่ยว:จากความสวยงามของสวนที่จัดอย่างเป็นระเบียบและบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ทำให้เริ่มมีนักท่องเที่ยวและคณะดูงานเข้ามาเยี่ยมชม
*จุดเด่น: มีการถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก การขยายพันธุ์พืช และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

4. บทบาทในการอนุรักษ์พันธุ์ไม้
บ้านไร่ดวงกมลยังให้ความสำคัญกับการสะสมและ **อนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่น** ทั้งไม้ผลโบราณและพืชสมุนไพร เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาศึกษาและไม่ให้สูญหายไปจากท้องถิ่นท่าขนอน

สรุปอัตลักษณ์
ในปัจจุบัน **บ้านไร่ดวงกมล** ไม่ได้เป็นเพียงสวนผลไม้ แต่เป็นสถานที่มีชีวิตที่สะท้อนถึง **"วิถีเกษตรกรยุคใหม่"** ที่สามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนด้วยความพอประมาณและการใช้ความรู้ เป็นจุดเช็คอินสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้การทำเกษตรแบบยั่งยืนในเขตอำเภอคีรีรัฐนิคมครับ

หัวใจสำคัญของ "เกษตรทฤษฎีใหม่" ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ร.9) ไม่ใช่แค่เรื่องของการปลูกพืช แต่คือ **"การบริหารจัดการทรัพยากร ดิน และน้ำ"ในพื้นที่ขนาดจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับเกษตรกรครับ

โดยมีหลักการที่เป็นหัวใจหลักดังนี้ครับ:

### 1. การแบ่งพื้นที่ตามสัดส่วน 30:30:30:10
นี่คือหัวใจด้านโครงสร้างที่ช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ในพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 15 ไร่:
30% แรก (ขุดสระน้ำ): กักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และใช้เลี้ยงปลาหรือพืชน้ำ
30% ที่สอง (ปลูกข้าว): เพื่อให้มีข้าวไว้บริโภคพอเพียงตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องซื้อ (สร้างความมั่นคงทางอาหาร)
30% ที่สาม (ปลูกไม้ผล/พืชไร่/สมุนไพร):** เพื่อเป็นอาหารและเป็นรายได้เสริมตลอดปี
10% สุดท้าย (ที่อยู่อาศัย): สำหรับบ้านพัก โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ถนน และสวนผักสวนครัว

2. การบริหารจัดการ "น้ำ" คือชีวิต
หัวใจสำคัญที่สุดคือ การมีน้ำใช้ตลอดปี เกษตรทฤษฎีใหม่เน้นการเก็บกักน้ำฝนไว้ในสระ เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เกษตรกรแบบดั้งเดิมล้มเหลว

3. การพึ่งพาตนเอง (Self-Sufficiency)
เป้าหมายไม่ใช่การรวยจากการขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจาก:
พอกิน:มีข้าว มีปลา มีผักในบ้าน
พอใช้: ลดรายจ่ายจากการซื้อของกินของใช้
พออยู่: มีที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่ดี
พอร่มเย็น: เมื่อเหลือกินเหลือใช้จึงนำไป "ขาย" หรือ "แบ่งปัน"

---

### 4. การพัฒนา 3 ขั้นตอน
หัวใจของการเติบโตในทฤษฎีใหม่จะแบ่งเป็นระดับ เพื่อความยั่งยืน:
1. **ขั้นต้น:** มุ่งเน้นเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน (พึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน)
2. **ขั้นกลาง:** รวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อช่วยกันด้านการผลิต การตลาด และสวัสดิการ
3. **ขั้นก้าวหน้า:** ติดต่อประสานงานกับแหล่งเงินทุน หรือบริษัทเอกชน เพื่อขยายธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต



สรุป
หัวใจสำคัญของเกษตรทฤษฎีใหม่คือ **"การสร้างภูมิคุ้มกัน"** ให้กับเกษตรกรครับ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้ในสภาวะเศรษฐกิจผันผวนหรือดินฟ้าอากาศไม่อำนวย โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาโชคชะตามาเป็นการใช้ **"สติปัญญาและการบริหารจัดการ"** แทนครับ

คุณสนใจจะให้ช่วยเจาะลึกเรื่องการประยุกต์ใช้สัดส่วน 30:30:30:10 ในพื้นที่ขนาดเล็กกว่า 15 ไร่ไหมครับ?

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-tourism) ไม่ได้ให้เพียงความสนุกสนานหรือการพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าแฝงในหลายมิติ ทั้งต่อตัวนักท่องเที่ยวเอง เกษตรกร และสังคมโดยรวม ดังนี้ครับ:

1. คุณค่าต่อตัวนักท่องเที่ยว (ผู้เยือน)
การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Hands-on Learning): นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีเกษตรกรรม ที่มาของอาหาร และวงจรชีวิตของพืชและสัตว์ ซึ่งเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่มีประสิทธิภาพที่สุด
การบำบัดด้วยธรรมชาติ (Nature Therapy): สภาพแวดล้อมที่เขียวขจี อากาศบริสุทธิ์ และความเงียบสงบในชนบท ช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมือง
การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว: เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ เช่น การเก็บผลไม้ การทำอาหารจากวัตถุดิบในไร่ หรือการปลูกผัก
ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม: ช่วยให้คนเมืองเข้าใจความสำคัญของระบบนิเวศและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น

### 2. คุณค่าต่อเกษตรกรและชุมชน (เจ้าบ้าน)
* **การเพิ่มมูลค่าผลผลิต:** แทนที่จะขายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางในราคาถูก เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้โดยตรงแก่ท่องเที่ยว หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้ที่สูงขึ้น
การกระจายรายได้สู่ชุมชน: เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น เช่น มัคคุเทศก์น้อย พนักงานต้อนรับ หรือที่พักโฮมสเตย์ ทำให้คนหนุ่มสาวไม่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่
การรักษาวัฒนธรรมและภูมิปัญญา: วิถีชีวิตท้องถิ่น การละเล่น หรือวิธีการเกษตรแบบโบราณจะถูกนำมาปัดฝุ่นและรักษาไว้เพื่อนำเสนอเป็นจุดขาย ทำให้นวัตกรรมและภูมิปัญญาไม่สูญหายไปตามกาลเวลา
ความภาคภูมิใจในอาชีพ: เมื่อมีคนให้ความสนใจและชื่นชมในวิถีเกษตรกร ทำให้เจ้าของพื้นที่มีขวัญและกำลังใจในการรักษาอาชีพเกษตรกรรมต่อไป


3. คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์
การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์:แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อสภาพดินและน้ำในระยะยาว
การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช:ฟาร์มหลายแห่งกลายเป็นศูนย์รวมสายพันธุ์พืชท้องถิ่นหรือพืชหายาก เพื่อนำมาจัดแสดงและให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน
การลดการใช้พลังงานในการขนส่ง:** การส่งเสริมการบริโภคอาหารในพื้นที่ (Local Food) ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการขนส่งผลผลิตไปยังที่ไกลๆ

4. คุณค่าต่อเศรษฐกิจภาพรวม
การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน:เป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายทรัพยากร แต่กลับช่วยฟื้นฟูและรักษาทรัพยากรท้องถิ่นให้คงอยู่
การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น:ช่วยให้สินค้าหรือพืชผลจากชุมชนนั้นๆ เป็นที่รู้จักในระดับประเทศหรือระดับสากล

สรุปสั้นๆ: การท่องเที่ยวเชิงเกษตรคือการ "เปลี่ยนเหงื่อจากการตรากตรำ ให้เป็นรอยยิ้มของการเรียนรู้"** และสร้างรายได้ที่มั่นคงกลับคืนสู่หัวใจของประเทศ นั่นคือเกษตรกรนั่นเองครับ

กิจกรรมการเรียนรู้จากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นเสน่ห์สำคัญที่เปลี่ยน "ผู้มาเยือน" ให้กลายเป็น "ผู้ลงมือทำ" ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มักถูกออกแบบมาเพื่อให้ครอบคลุมทั้งความสนุกและการสอดแทรกความรู้ (Edutainment) โดยสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ ได้ดังนี้ครับ
1. กิจกรรมด้านวิถีการผลิต (Farm Practice)
เป็นการเรียนรู้ขั้นตอนการทำเกษตรแบบเจาะลึก ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
การเตรียมดินและเพาะกล้า: เรียนรู้สูตรปุ๋ยหมักชีวภาพ การปรุงดิน และการเพาะเมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่น
การลงแขกและเก็บเกี่ยว: เช่น กิจกรรมดำนา เกี่ยวข้าว หรือการเข้าสวนไปเลือกเด็ดผลไม้จากต้นด้วยตนเอง เพื่อเรียนรู้วิธีการเลือกผลผลิตที่สุกพอดี
การเลี้ยงสัตว์ฟาร์ม:การให้อาหารปลา การเก็บไข่ไก่สดๆ จากเล้า หรือการรีดนมแพะ/วัว
2. กิจกรรมแปรรูปและอาหารถิ่น (Gastronomy & Processing)
เรียนรู้การเปลี่ยนผลผลิตดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม
Cooking Class แบบบ้านๆ: นำผักที่เก็บจากสวนมาปรุงเป็นเมนูพื้นบ้าน เช่น การทำแกงส้ม การทำขนมไทยโบราณ
การแปรรูปผลผลิต: เช่น การทำแยมผลไม้ การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร หรือการทำไข่เค็มดินพอก
Workshops งานคราฟต์: การย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ (เปลือกไม้หรืออัญชัน) หรือการจักสานจากวัสดุในท้องถิ่น
3. กิจกรรมด้านนิเวศและการอนุรักษ์ (Eco-Conservation)
เน้นการสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
การสำรวจพันธุ์ไม้:เดินป่าชุมชนหรือสำรวจสวนสมุนไพรเพื่อรู้จักชื่อและสรรพคุณของพืชพรรณท้องถิ่น
การทำบ้านแมลง (Insect Hotel):** เรียนรู้เรื่องแมลงที่มีประโยชน์ต่อการเกษตรและระบบนิเวศ
การทำนาโยนหรือปั้นกระสุนเมล็ดพันธุ์:** เพื่อช่วยกระจายพันธุ์พืชในพื้นที่เสื่อมโทรม
4. กิจกรรมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Agro-Innovation)
สำหรับฟาร์มยุคใหม่ที่นำเทคโนโลยีมาผสมผสาน
Smart Farming: เรียนรู้ระบบรดน้ำอัตโนมัติ การใช้โดรนเพื่อการเกษตร หรือการปลูกพืชในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิ
* **พลังงานสะอาด:** การสาธิตการใช้โซลาร์เซลล์เพื่อสูบน้ำ หรือการทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์
ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับ (Outcome)
ทักษะชีวิต (Life Skills): เข้าใจความยากลำบากของเกษตรกรและเห็นคุณค่าของอาหาร
แรงบันดาลใจ:หลายคนอาจได้ไอเดียไปทำสวนขนาดเล็กที่บ้านหรือในคอนโด (Urban Farming)
ความรู้เชิงวิชาการ:เข้าใจเรื่องระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร และการพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

กิจกรรมเหล่านี้มักจะปรับเปลี่ยนไปตาม "ฤดูกาล" นะครับ เช่น ถ้าไปช่วงหน้าฝนอาจได้เรียนรู้เรื่องการปลูกป่า ถ้าไปช่วงหน้าหนาวอาจได้เรียนรู้เรื่องการเก็บเกี่ยวผลไม้เมืองหนาวครับ

คุณกำลังวางแผนจัดทริปหรือทำโครงการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอยู่หรือเปล่าครับ? เผื่อผมจะช่วยแนะนำกิจกรรมที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายได้เจาะจงมากขึ้นครับ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่บทเรียนเรื่อง **"เกษตรวิถีใหม่: ท่องเที่ยว เรียนรู้ และอนุรักษ์"** ครับ บทเรียนนี้จะพาน้องๆ ไปสำรวจการทำเกษตรที่ไม่ใช่แค่การปลูกพืช แต่เป็นการสร้างสรรค์พื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
1. การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-Tourism)
การท่องเที่ยวเชิงเกษตร คือ การเดินทางไปยังพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจและได้รับความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวนา ชาวสวน หรือชาวไร่

จุดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
* **สัมผัสวิถีชีวิตจริง:** ได้ลองลงมือทำ เช่น เกี่ยวข้าว เก็บไข่ไก่ หรือทำปุ๋ยหมัก
* **อุดหนุนชุมชน:** การซื้อสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรโดยตรงช่วยกระจายรายได้
* **ใกล้ชิดธรรมชาติ:** เปลี่ยนบรรยากาศจากตึกสูงมาอยู่ท่ามกลางสีเขียว

---

2. เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture)
เป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพระราชทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีกินมีใช้และพึ่งพาตนเองได้ โดยเน้นการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ



สูตรลับ 30:30:30:10
เพื่อให้เข้าใจง่าย พื้นที่เกษตร 1 ส่วน ควรแบ่งสัดส่วนดังนี้:
1. **30% แรก (แหล่งน้ำ):** ขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และเลี้ยงปลา
2. **30% ที่สอง (นาข้าว):** ปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี
3. **30% ที่สาม (พืชพรรณหลากหลาย):** ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก และสมุนไพร เพื่อใช้กินและขาย
4. **10% สุดท้าย (ที่อยู่อาศัย):** ใช้สร้างบ้าน คอกสัตว์ โรงเรือน และถนนหนทาง
3. การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช (Plant Genetic Conservation)
ในปัจจุบันพันธุ์ไม้พื้นเมืองหลายชนิดเริ่มสูญหายไป การอนุรักษ์จึงมีความสำคัญมาก เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร
วิธีการอนุรักษ์ที่น้องๆ ทำได้
การสร้างธนาคารเมล็ดพันธุ์: เก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นไว้เพื่อปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป
การปลูกพืชผสมผสาน: หลีกเลี่ยงการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (ปลูกชนิดเดียวทั้งไร่) เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคและแมลง
การเรียนรู้ชื่อและสรรพคุณ:** พืชหลายชนิดเป็นทั้งอาหารและยา การรู้จักชื่อและวิธีใช้คือก้าวแรกของการอนุรักษ์
💡 กิจกรรมท้ายบทเรียน
ให้น้องๆ ลองวาดภาพจำลองพื้นที่เกษตรของตัวเองตามหลัก **เกษตรทฤษฎีใหม่** โดยในพื้นที่นั้นต้องมี:
1. สระน้ำที่มีปลา
2. แปลงผักที่ปลูกพืชหายากในท้องถิ่น (เพื่อการอนุรักษ์)
3. พื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น ร้านกาแฟในสวนหรือจุดชมวิว

สรุปสั้นๆ: เกษตรทฤษฎีใหม่ช่วยให้เรา **รอด** การอนุรักษ์ช่วยให้เรา **ยั่งยืน** และการท่องเที่ยวช่วยให้เรา **มั่งคั่ง** อย่างสมดุล"

น้องๆ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสัดส่วน 30:30:30:10 หรืออยากให้พี่อธิบายส่วนไหนเพิ่มเติมไหมครับ?
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร
1 ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-tourism)?
2 หัวใจสำคัญของ "เกษตรทฤษฎีใหม่" ตามแนวพระราชดำริคืออะไร
3 ตามสูตรการแบ่งพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ 30:30:30:10 พื้นที่ 10% สุดท้ายใช้สำหรับทำอะไร?**
4 การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 มุ่งเน้นไปที่สิ่งใดเป็นหลัก
5 วัตถุประสงค์หลักของการขุดสระน้ำในสัดส่วน 30% ของพื้นที่คืออะไร
6 ข้อใดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่โดดเด่นในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร?**
7 การท่องเที่ยวเชิงเกษตรมีส่วนช่วยชุมชนอย่างไรมากที่สุด
8 "โคก หนอง นา โมเดล" พัฒนามาจากหลักการใด
9 การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือแนวทางในการอนุรักษ์พื้นที่แบบใด
10 "น้ำคือชีวิต" ในทางเกษตรทฤษฎีใหม่หมายความว่าอย่างไร
11 การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช (Plant Genetic Conservation) มีความสำคัญอย่างไร
12 ข้อใดคือ "พันธุ์ไม้พื้นเมือง" (Native Species)
13 กิจกรรมใดในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์ไม้
14 "ธนาคารเมล็ดพันธุ์" (Seed Bank) มีบทบาทอย่างไรในการอนุรักษ์
15 การปลูกพืชคลุมดินมีประโยชน์อย่างไรต่อการอนุรักษ์พันธุ์ไม้และหน้าดิน
16 ข้อใดถือเป็น "รุกขมรดก" ของแผ่นดิน
17 การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ต่างจากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างไร
18 "พืชสมุนไพร" ในท้องถิ่นควรอนุรักษ์ไว้เพื่อเหตุผลใดเป็นหลัก
19 การจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืนควรมีลักษณะอย่างไร
20 ใครคือบุคคลสำคัญที่มีบทบาทสูงสุดในการวางรากฐานเกษตรทฤษฎีใหม่ในประเทศไทย
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ