1
ลงทะเบียน
2
เนื้อหาบทเรียน
3
ทำแบบทดสอบ
4
ผลการทดสอบ

นาตาเจตน์

แหล่งเรียนรู้: นาตาเจตน์

จำนวนชั่วโมงเรียน
1.0 ชั่วโมง
เกณฑ์ผ่าน
60%
จำนวนบทเรียน
5 บท

ลงทะเบียนผู้เรียน

เนื้อหาบทเรียน

นาตาเจตน์

ความคืบหน้า: 0/5 บท 0%

นาตาเจตน์เกิดขึ้นจากบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของเกาะสมุยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นชุมชนเกษตรกรรมที่ผู้คนดำรงชีวิตด้วยการทำนา ทำสวนมะพร้าว และประมงพื้นบ้าน เกาะสมุยเคยมี “พื้นที่นา” กระจายอยู่หลายจุด และการปลูกข้าวถือเป็นกิจกรรมหลักของครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงที่การท่องเที่ยวเริ่มเติบโตอย่างจริงจังในประเทศไทย เกาะสมุยกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ส่งผลให้ที่ดินจำนวนมากถูกเปลี่ยนจากพื้นที่เกษตรไปเป็นโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทำให้ระบบเกษตรกรรมดั้งเดิมค่อย ๆ หายไป

เมื่อพื้นที่นาลดลง ความรู้เรื่องการทำนา เช่น การเลือกพันธุ์ข้าว การจัดการน้ำ และพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว ก็เริ่มถูกลืมไปตามกาลเวลา คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่เคยเห็นการดำนาหรือการเก็บเกี่ยวข้าวจริง ๆ

ในบริบทนี้เอง คุณสมเจตน์ และคุณเตือนใจ สมวงษ์ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ได้ตระหนักว่าหากไม่มีการอนุรักษ์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวสมุยจะสูญหายไป จึงเริ่มต้นฟื้นฟู “ที่นาบรรพบุรุษ” ของตนเอง และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ชื่อว่า “นาตาเจตน์”
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำเกษตร แต่คือการ “ฟื้นชีวิตวัฒนธรรม” ให้กลับคืนมา โดยใช้พื้นที่นาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่
แนวคิดของนาตาเจตน์ไม่ได้มองเกษตรกรรมเป็นเพียงอาชีพ แต่เป็น “ระบบชีวิต” ที่เชื่อมโยงคน ธรรมชาติ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

หัวใจสำคัญคือแนวคิด “ความยั่งยืน” ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสามารถส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้

หลักคิดสำคัญประกอบด้วย

1. ความพอเพียง
เน้นการผลิตอาหารเพื่อบริโภคในครัวเรือนก่อน ไม่พึ่งพาตลาดมากเกินไป ลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจภายนอก

2. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
ไม่พยายามควบคุมธรรมชาติอย่างรุนแรง แต่เรียนรู้และปรับตัวตามระบบธรรมชาติ เช่น ฤดูกาล น้ำฝน และดิน

3. การฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น
นำความรู้ดั้งเดิม เช่น การดำนาแบบโบราณ การดูฤดูกาล และพิธีกรรม มาปรับใช้ในปัจจุบัน

4. การเรียนรู้แบบลงมือทำ
ไม่ใช่แค่การดูหรือฟัง แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ “ลงมือจริง” เช่น ดำนา ปลูกผัก หรือเลี้ยงสัตว์

แนวคิดทั้งหมดนี้ทำให้นาตาเจตน์เป็น “ห้องเรียนชีวิต” มากกว่าฟาร์มทั่วไป

หนึ่งในจุดเด่นของนาตาเจตน์คือการทำนาข้าวที่ใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ ซึ่งมีแร่ธาตุละลายอยู่ในน้ำ ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์โดยธรรมชาติ

ระบบการทำนานี้ไม่ได้ใช้สารเคมี เช่น ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง แต่ใช้ระบบธรรมชาติทั้งหมด

ขั้นตอนการทำนาโดยละเอียด

1. การเตรียมดิน
เริ่มจากการไถกลบเศษพืชในนา เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุลงในดิน จากนั้นปรับพื้นที่ให้สามารถกักเก็บน้ำได้ดี

2. การเลือกพันธุ์ข้าว
เลือกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ทนต่อสภาพอากาศและเหมาะกับระบบอินทรีย์ เช่น ข้าวพื้นบ้านที่มีรากลึกและแข็งแรง

3. การเพาะกล้า
นำเมล็ดข้าวมาเพาะในแปลงเล็ก เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงก่อนย้ายลงนา

4. การปักดำ
ใช้แรงงานคนทั้งหมด เป็นวิธีที่ช่วยให้ต้นข้าวมีระยะห่างเหมาะสมและลดการรบกวนดิน

5. การดูแลนา
ใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การปล่อยปลาในนาเพื่อกินแมลง การใช้สมุนไพรควบคุมศัตรูพืช และการควบคุมวัชพืชด้วยมือ

ระบบนิเวศในนา

นาข้าวไม่ใช่แค่พื้นที่ปลูกข้าว แต่เป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลาย เช่น

ปลาในนา
กบและเขียด
แมลงและจุลินทรีย์
นกที่อาศัยในพื้นที่

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ช่วยควบคุมสมดุลธรรมชาติ ทำให้ระบบนาไม่ต้องพึ่งสารเคมี
นาตาเจตน์ใช้ระบบ เกษตรอินทรีย์ ร่วมกับเกษตรผสมผสาน ซึ่งเป็นการจัดการพื้นที่ให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

องค์ประกอบของระบบ

1. พืชหลากหลายชนิด
ปลูกทั้งพืชระยะสั้น เช่น ผักสวนครัว และพืชระยะยาว เช่น มะพร้าว กล้วย

2. สัตว์เลี้ยง
มีการเลี้ยงไก่ เป็ด และปลา ซึ่งช่วยสร้างแหล่งอาหารและปุ๋ยธรรมชาติ

3. ระบบปุ๋ยหมุนเวียน
เศษพืช → ทำปุ๋ยหมัก
มูลสัตว์ → ปุ๋ยอินทรีย์
น้ำหมักชีวภาพ → บำรุงดิน

ประโยชน์ของระบบนี้
ลดต้นทุนการผลิต
ลดของเสียในระบบ
เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ทำให้มีอาหารหลากหลาย
ลดความเสี่ยงจากโรคพืช

🌾1) ความหมายของพิธีทำขวัญข้าว

พิธีทำขวัญข้าวคือพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อ “แสดงความเคารพต่อข้าว” ซึ่งในความเชื่อดั้งเดิม ข้าวไม่ใช่เพียงพืชอาหาร แต่มีจิตวิญญาณที่เรียกว่า แม่โพสพ เป็นผู้ดูแลความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิต

ชาวนาเชื่อว่าข้าวมีชีวิตและสามารถ “เสียขวัญ” ได้ เช่น

ถูกลมแรง
ถูกศัตรูพืชรบกวน
หรือถูกละเลยไม่ดูแลอย่างเหมาะสม

ดังนั้นพิธีทำขวัญข้าวจึงเป็นการ “เรียกขวัญ” ให้ข้าวกลับมาแข็งแรง ออกผลดี และให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์

🌾 2) ความเชื่อเรื่องแม่โพสพ

แม่โพสพเป็นเทพีแห่งข้าวตามความเชื่อพื้นบ้านไทย ถือเป็นผู้ให้กำเนิดและคุ้มครองข้าวทุกเมล็ด

ลักษณะความเชื่อที่เกี่ยวข้อง เช่น

แม่โพสพมีรูปร่างเป็นหญิงสาวงดงาม
อาศัยอยู่ในท้องนา
จะคอยดูแลต้นข้าวให้เติบโต
หากชาวนาไม่เคารพ อาจทำให้ผลผลิตลดลง

ความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาวนาไทยมีความสัมพันธ์เชิงจิตวิญญาณกับอาหาร ไม่ได้มองข้าวเป็นสินค้า แต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเคารพ

🌾 3) ช่วงเวลาที่ทำพิธี

พิธีทำขวัญข้าวมักจัดขึ้นในช่วงสำคัญของการเจริญเติบโตของข้าว เช่น

ช่วงข้าวเริ่มตั้งท้อง
ช่วงข้าวออกรวง
ก่อนการเก็บเกี่ยว

เหตุผลคือช่วงนี้เป็นช่วงที่ข้าวอ่อนไหวที่สุด และชาวนาเชื่อว่าการ “เรียกขวัญ” จะช่วยให้ข้าวสมบูรณ์จนถึงการเก็บเกี่ยว

🌾 4) องค์ประกอบของพิธี

พิธีทำขวัญข้าวมีองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน ได้แก่

4.1 เครื่องบูชา

ประกอบด้วยสิ่งของที่มีความหมาย เช่น

ข้าวสุกหรือข้าวเหนียว
ดอกไม้ (โดยเฉพาะดอกไม้สีขาว)
หมาก พลู
อาหารพื้นบ้าน
ธูป เทียน

สิ่งเหล่านี้เป็น “เครื่องเชิญขวัญ” และแสดงความเคารพต่อแม่โพสพ

4.2 ผู้ประกอบพิธี

มักมี “หมอขวัญ” หรือผู้อาวุโสในชุมชนเป็นผู้ทำพิธี โดยจะเป็นผู้มีความรู้ด้านบทสวดและพิธีกรรมพื้นบ้าน

4.3 สถานที่ทำพิธี

ทำในบริเวณท้องนา หรือใกล้แปลงข้าว เพื่อเชื่อมโยงพลังจิตวิญญาณกับพืชจริงในพื้นที่

🌾 5) ขั้นตอนพิธีทำขวัญข้าว (ละเอียด)
ขั้นที่ 1: การเตรียมพื้นที่
ทำความสะอาดบริเวณนา
ปักหลักหรือจัดพื้นที่สำหรับวางเครื่องบูชา
เตรียมข้าวและดอกไม้
ขั้นที่ 2: การตั้งเครื่องบูชา
จัดข้าว อาหาร และของไหว้ให้เป็นระเบียบ
จุดธูปเทียน
สร้างบรรยากาศสงบและเคารพ
ขั้นที่ 3: การกล่าวเชิญแม่โพสพ

หมอขวัญจะกล่าวคำเชิญเพื่อ “เรียกขวัญข้าว” ให้กลับมาอยู่ในนา โดยใช้ภาษาพื้นบ้าน มีลักษณะเป็นบทสวดหรือคำกลอน

เนื้อหามักประกอบด้วย

การเชิญแม่โพสพกลับมา
การขอให้ข้าวสมบูรณ์
การปกป้องจากศัตรูพืช
ขั้นที่ 4: การให้พรและอธิษฐาน

ชาวนาจะร่วมกันอธิษฐาน เช่น

ให้ข้าวออกรวงเต็มนา
ไม่มีโรคและแมลงรบกวน
ได้ผลผลิตดี
ขั้นที่ 5: การแบ่งปันอาหาร

หลังพิธี มักมีการรับประทานอาหารร่วมกัน เป็นการสร้างความสามัคคีในชุมชน

🌾 6) ความสำคัญทางวัฒนธรรม

พิธีทำขวัญข้าวมีความสำคัญหลายด้าน

6.1 ด้านจิตใจ
สร้างกำลังใจให้ชาวนา
ลดความกังวลเกี่ยวกับผลผลิต
ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
6.2 ด้านสังคม
รวมคนในชุมชน
สร้างความสามัคคี
ถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น
6.3 ด้านวัฒนธรรม
รักษาความเชื่อพื้นบ้าน
แสดงเอกลักษณ์ไทย
เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
🌾 7) ความสัมพันธ์กับการเกษตร

พิธีทำขวัญข้าวไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม แต่ยังสะท้อนแนวคิดการทำเกษตรแบบ “เคารพธรรมชาติ”

ในมุมมองสมัยใหม่ พิธีนี้เชื่อมโยงกับแนวคิด

การทำเกษตรอย่างยั่งยืน
การลดความเครียดของผู้ผลิต
การสร้างความผูกพันกับพื้นที่เกษตร

ในแหล่งเรียนรู้อย่างนาตาเจตน์ พิธีนี้ยังถูกใช้เป็น “สื่อการเรียนรู้” ให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจชีวิตชาวนาอย่างลึกซึ้ง

แหล่งเรียนรู้นาตาเจตน์ ในพื้นที่ตำบลมะเร็ต อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้าร่วมกิจกรรมและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชน

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างลึกซึ้ง ได้แก่

การทำขวัญข้าว เป็นพิธีกรรมที่สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับแม่โพสพหรือจิตวิญญาณแห่งข้าว ชาวนาจะประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ขอให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ และเป็นการแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ
การดำนา เป็นขั้นตอนสำคัญของการปลูกข้าว ผู้เข้าร่วมจะได้ลงแปลงนา เรียนรู้วิธีปักดำต้นกล้าด้วยตนเอง ซึ่งนอกจากจะได้เข้าใจกระบวนการผลิตอาหารแล้ว ยังได้สัมผัสวิถีชีวิตเกษตรกรอย่างแท้จริง
การเกี่ยวข้าว เป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของการทำนา ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้วิธีการเก็บเกี่ยวแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งสัมผัสบรรยากาศของการลงแขกเกี่ยวข้าว ที่เต็มไปด้วยความร่วมมือและความสามัคคีของชุมชน

กิจกรรมทั้งหมดนี้ไม่เพียงให้ความรู้ด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้มาเยือนได้เรียนรู้รากเหง้าของตนเอง และตระหนักถึงคุณค่าของวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

🌱 1) ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ

ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น
สร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและวัฒนธรรม

แตกต่างจากการท่องเที่ยวทั่วไปตรงที่ “นักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม” แต่เป็น “ผู้เรียนรู้และมีส่วนร่วม” ในระบบของพื้นที่นั้น ๆ

🌱 2) แนวคิดของการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

การท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ในนาตาเจตน์ไม่ได้เน้นการชมวิวหรือถ่ายรูปเพียงอย่างเดียว แต่เน้น “การลงมือทำจริง” เพื่อให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจวิถีชีวิตชาวนาอย่างแท้จริง

แนวคิดหลักคือ

เรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Learning by doing)
เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ
เห็นคุณค่าของอาหารและเกษตรกรรม
สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม
🌱 3) รูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่

ในนาตาเจตน์ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเกษตร เช่น

🌾 3.1 กิจกรรมทำนา
ทดลองดำนาในแปลงจริง
เรียนรู้การเตรียมดินและปักดำ
เข้าใจวงจรการปลูกข้าวตั้งแต่ต้นจนเก็บเกี่ยว
สัมผัสความยากลำบากของชาวนา
🌾 3.2 การเก็บเกี่ยวข้าว
เรียนรู้วิธีเกี่ยวข้าวแบบดั้งเดิม
ใช้เครื่องมือพื้นบ้าน เช่น เคียว
ฝึกการนวดข้าวและคัดเมล็ดข้าว
🌱 3.3 การทำเกษตรอินทรีย์
เรียนรู้การทำปุ๋ยหมัก
การปลูกผักปลอดสาร
การเลี้ยงสัตว์แบบธรรมชาติ
การใช้ทรัพยากรหมุนเวียนในฟาร์ม
🌾 3.4 การเรียนรู้วัฒนธรรม
เข้าร่วมพิธีทำขวัญข้าว
ฟังเรื่องเล่าภูมิปัญญาชาวนา
เรียนรู้ความเชื่อเรื่องแม่โพสพ
🌱 4) บทบาทของชุมชนในการท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในนาตาเจตน์ให้ความสำคัญกับ “ชุมชนเป็นศูนย์กลาง”

บทบาทของชุมชน ได้แก่

เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้โดยตรง
เป็นผู้นำกิจกรรมการเรียนรู้
เป็นผู้ได้รับรายได้จากการท่องเที่ยว
เป็นผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

สิ่งนี้ช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและไม่ถูกครอบงำโดยธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่

🌱 5) ผลกระทบเชิงบวกของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
🌍 5.1 ด้านสิ่งแวดล้อม
ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น
ส่งเสริมการอนุรักษ์พื้นที่นา
ลดมลพิษจากการท่องเที่ยวแบบเชิงพาณิชย์
👨‍🌾 5.2 ด้านเศรษฐกิจ
สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน
กระจายรายได้สู่ชุมชน
ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมใหญ่
👥 5.3 ด้านสังคม
สร้างความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตร
ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของวัฒนธรรม
เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน
🌱 6) ความท้าทายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

แม้จะมีข้อดีมาก แต่ก็มีความท้าทาย เช่น

ต้องควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้กระทบพื้นที่นา
ต้องรักษาความเป็น “ชุมชนจริง” ไม่ให้กลายเป็นโชว์เชิงพาณิชย์
ต้องใช้แรงงานและเวลามากในการดูแลนักท่องเที่ยว
ต้องสร้างความเข้าใจให้นักท่องเที่ยวเคารพวิถีชุมชน
🌱 7) บทบาททางการเรียนรู้ (Educational Value)

การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ถือเป็น “ห้องเรียนธรรมชาติ” ที่สำคัญ เพราะช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจว่า

อาหารไม่ได้มาจากร้านค้า แต่เริ่มจากดิน
เกษตรกรรมต้องใช้ทั้งความรู้และความอดทน
วัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตจริง
ธรรมชาติและมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล
กรุณาเปิดอ่านเนื้อหาให้ครบทุกบทก่อนทำแบบทดสอบ

แบบทดสอบ

นาตาเจตน์ (20 ข้อ)

00:00
แบบทดสอบ
00:00
ตอบแล้ว 0/20 ข้อ นาตาเจตน์
1 พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่นิยมปลูกในพื้นที่เกาะสมุยในอดีตคือพันธุ์ใด?
2 การทำนาบนเกาะสมุยในสมัยก่อนมักจะทำนาในช่วงเวลาใดเป็นหลัก?
3 เครื่องมือที่ใช้ในการ 'คัด' หรือเกี่ยวข้าวทีละรวงในภาคใต้เรียกว่าอะไร?
4 พิธีกรรม 'ทำขวัญข้าว' ของชาวเกาะสมุยทำเพื่อวัตถุประสงค์หลักข้อใด?
5 การ 'ดำนา' ในเกาะสมุยหมายถึงขั้นตอนใด?
6 อุปกรณ์ใดใช้สำหรับ 'ตำข้าว' แบบโบราณบนเกาะสมุย?
7 การทำนาในพื้นที่เกาะสมุยส่วนใหญ่มักเป็นพื้นที่ลักษณะใด?
8 ประเพณีใดมักทำควบคู่ไปกับช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อให้คนในชุมชนได้พบปะกัน?
9 การ 'นวดข้าว' ของชาวสมุยแบบดั้งเดิมทำอย่างไร?
10 ในพิธีทำขวัญข้าว สิ่งใดที่ขาดไม่ได้ในการนำมาบูชาแม่โพสพ?
11 ศัตรูพืชที่สำคัญที่สุดในการทำนาที่ต้องระวังคืออะไร?
12 คำว่า 'นาปี' หมายถึงอะไรในบริบทการทำนา?
13 ทำไมในอดีตเกาะสมุยจึงมีการทำนาอย่างแพร่หลาย?
14 ขั้นตอนใดที่ต้องทำก่อนการ 'ดำนา'?
15 การทำนาของชาวสมุยในปัจจุบันมีสถานะอย่างไร?
16 รวงข้าวที่ถูกเกี่ยวมักจะถูกเก็บในรูปแบบใด?
17 พิธีกรรม 'รับขวัญข้าว' มักจะทำเมื่อต้นข้าวอยู่ในระยะใด?
18 สัตว์ชนิดใดที่มีบทบาทสำคัญในการไถนาของชาวสมุยในอดีต?
19 สถานที่ใดในเกาะสมุยที่ยังคงความทรงจำหรือร่องรอยการทำนาไว้?
20 ความสำคัญของ 'ยุ้งข้าว' (หรือฉางข้าว) คืออะไร?
สถานะการตอบ
ตอบแล้ว
ยังไม่ได้ตอบ
0 /20 ข้อ